|
สวัสดีครับ
วันนี้ (วันเสาร์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2550) ลุงพุฒได้ไปร่วมพิธีหล่อรูปเหมือนบูรพาจารย์ (สังฆปฏิมา) ที่วัดอโศการาม ถนนสุขุมวิท จังหวัดสมุทรปราการ ก็ไปถึงแต่เช้าครับ หลังเจ็ดนาฬิกาเล็กน้อย เดิมทีเข้าใจว่า พิธีหล่อจะเริ่มเวลา 11:30 น. ปรากฎว่าลุงพุฒจำผิดเองแหละครับ เพราะิพิธีแท้จริงเริ่มเวลา 17:30 น. ครับ ในวันนี้เป็นการหล่อบูรพาจารย์หลายองค์ แต่ที่ลุงพุฒรู้จัก และนับถือ ก็มีอยู่ด้วย 2 องค์ คือ หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ และหลวงพ่อพุธ ฐานิโย

ศาลาท่านพ่อลีในยามเช้า ผู้สร้างวัดอโศการาม เมื่อไปถึงก็ไปสักการะพระพุทธรูปในศาลาท่านพ่อลีเสียก่อนครับ


ฝั่งตรงกันข้าม มองจากหน้าศาลาลงมา เป็น ธุตังคเจดีย์ ซึ่งกำลังก่อสร้างกันอยู่ครับ ที่นี่จะเป็นที่ประดิษฐานรูปเหมือน (สังฆปฏิมา) ของบูรพาจารย์สายพระอาจารย์มั่น ภูริฑัตตเถระ ทั้งที่ละสังขารไปแล้ว และที่ยังมีชีวิตอยู่

ด้านซ้ายคือเต๊นท์ ซึ่งรับบริจาคเพื่อหล่อรูปเหมือน (สังฆปฏิมา) ซึ่งมีประดิษฐาน (ชั่วคราว) อยู่ไม่น้อยครับ หลายสิบองค์เหมือนกัน เมื่อธุตังคเจดีย์สร้างเสร็จ จะมีการอัญเชิญรูปเหมือน (สังฆปฏิมา) ไปประดิษฐานที่ธุตังคเจดีย์


ส่วนรูปข้างล่างนี้ เป็นรูปเหมือนของท่านพ่อลี ท่านเป็นพระอริยะผู้จบกิจแล้ว และได้ละสังขารไปแล้ว อย่าแปลกใจว่าทำไมลุงพุฒถึงได้นำรูปของท่านมาวางคู่กับพระเจ้าอโศกมหาราช (ซึ่งจำลองมาจากอินเดีย) เพราะท่านมีอดีตชาติเป็นพระเจ้าอโศกมหาราชนั่นเอง และเป็นที่มาของชื่อวัดที่มีชื่อว่า อโศการาม หรือ อารามของพระเจ้าอโศก


เรื่องอดีตชาติของท่านพ่อลีนั้น ใช่ว่าท่านพ่อลีท่านทึกทักเอาเองแต่ฝ่ายเดียว หากมีบูรพาจารย์องค์อื่นท่านได้รับรองเอาไว้ หากลุงพุฒจำไม่ผิด หลวงปู่สิมท่านเคยอธิษฐานจิตก่อนเข้าสมาธิระดับอัปปมาณสมาธิ (ฌาน ๔) กำหนดจิตเพื่อจะรู้ว่า พระเจ้าอโศกมหาราชปัจจุบัน (คือในวันที่ท่านอธิษฐานจิตนั้น) เป็นใคร ท่านก็เห็นเป็นท่านพ่อลี ท่านตรวจสอบอย่างนี้ 3 ครั้ง 3 ครา ต่างวาระกัน ก็ได้นิมิตเป็นท่านพ่อลีทุกครั้งไป (หวังว่าคงจะไม่มีใครเข้าทรงอ้างเป็นพระเจ้าอโศกมหาราชนะครับ เพราะพระเจ้าอโศกมหาราชได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ในสมัยของหลวงปู่มั่นนี่เอง)


ในเต๊นท์ มีการทำบุญด้วยการซื้อทอง(เหลือง)เพื่อนำไปหลอม ซึ่งลุงพุฒได้ทำมาครั้งหนึ่งแล้ว น้ำหนักประมาณ 10 kg. เมื่อวันเสาร์ที่ 13 มกราคม พ.ศ.2550 และมาในครั้งนี้ลุงพุฒก็ร่วมทำอีก 10 kg. และนี่เป็นตัวแทนของลุงพุฒเขียนชื่อผู้บริจาคไว้บนก้อนทอง(เหลือง) แล้วเอาไปใส่ในเบ้าหลอม (ตอนนี้ยังไม่ได้เผาไฟ) ซึ่งจะต้องใช้เวลาเผาไม่น้อยกว่า 5 ชม. ทองเหลืองจึงจะพร้อมเทใส่เบ้า


นี่คือเบ้าที่จะหล่อสังฆปฏิมา ในตอนเช้ายังต้องก่อเตาเพื่ออบเบ้าหล่อ ส่วนตอนบ่ายแก่ๆได้มีการทลายเตาออกไปแล้ว เห็นเบ้าหล่อเรียงรายตามภาพ มีการหล่อทั้งหมด 8 องค์ ด้วยกัน (แต่ลุงพุฒจำไม่ได้หมดหรอกครับ จำได้แต่ครูบาอาจารย์ที่ลุงพุฒรู้จักและนับถือ คือ หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ และหลวงพ่อพุธ ฐานิโย)


ใกล้ถึงเวลานัดหมาย (ฤกษ์) ทอง(เหลือง)ที่หลอมเอาไว้ก็จะได้ที่แล้วเช่นกัน

มีผู้มีจิตศรัทธาแรงกล้า ปลดแหวนปลดสร้อยเพื่อร่วมหล่อสังฆปฏิมา ซึ่งมีการนำไปใส่รวมกับทองเหลืองที่ได้หลอมเอาไว้แล้ว และจะใส่ลงในเบ้าหล่อทุกเบ้า ทั้ง 8 เบ้า


วัดอโศการาม เป็นอีกวัดๆหนึ่ง ที่ลุงพุฒมีความเห็นว่า เป็นวัดที่การเชื่อมต่อระหว่างทางโลกและทางธรรมที่ดีมาก เพราะในขณะที่พระภิกษุซึ่งศึกษาวิปัสสนาธุระอยู่ มีหลายท่านที่มีคุณธรรมชั้นเลิศ เรื่องอภิญญาเป็นเรื่องธรรมดาๆพื้นๆ เพราะสามารถเข้าถึงธรรมที่ลึกซึ้งได้มากกว่านั้น แต่ก็ไม่ได้ทอดทิ้งชาวบ้านตาดำๆที่อินทรีย์ยังอ่อน บารมียังน้อย ยังต้องเดินทางอีกยาวไกลเพื่อไปให้ถึงความหลุดพ้น ไปถึงความพ้นทุกข์สิ้นเชิง จึงมีกิจกรรมการทำบุญสะเดาะเคราะห์ และฟังเทศน์ฟังธรรม อีกทั้งยังมีการถือศีลอบรมภาวนากันไม่ได้ขาดเลยทีเดียว ในวันนั้นลุงพุฒได้มีโอกาสเห็นร่องรอยการลงทะเบียนการเข้าฝึกอบรมกรรมฐานอยู่เหมือนกัน
มีวัดไม่กี่แห่งที่ลุงพุฒเข้าไปในวัดแล้วจะรู้สึกสบายใจ เป็นสุข วัดอโศการามก็หนึ่งในวัดดังกล่าว ในวันนี้ลุงพุฒก็ได้ไปนั่งรอเวลาตั้งแต่เช้า ได้นั่งฟังท่านผู้ทรงศีลทำวัตรเ้ช้ากัน ก็มีความสุขสบายใจมากๆแทบจะล้นหัวอกหัวใจกันเลย ในระหว่างนั้นก็ได้มีโอกาสนั่งสังเกตคนที่มาทำบุญทำสังฆทานที่วัด เห็นผู้คนมากันเยอะแยะ เท่าที่ประมาณดู(เฉพาะช่วงประมาณ 8 โมงเช้าถึง 9 โมงเช้ากว่าๆ) น่าจะเฉลี่ยราวๆ 1 - 2 รายต่อนาที (รู้อยู่แก่ใจ ว่าสังฆทานที่ได้ ทางวัดอโศการามจะส่งต่อไปยังวัดและสำนักสงฆ์ที่กันดาร) ได้เห็นวัยรุ่นมาทำบุญทำสังฆทาน ลุงพุฒก็รู้สึกดีใจไปกับเขาด้วย เป็นอนุโมทนาตัวจริง (อนุโมทนา แปลว่า พลอยยินดี หรือยินดีตามหลังเขาที่ทำดี) ทำให้มีความสุขมากจริงๆ เป็นบุญตัวจริง (เพราะบุญแปลว่าสุขใจ หากทำบุญแล้วไม่สุขใจ ก็แสดงว่าไม่ได้บุญ ดังนั้นหากใครไปทำบุญทำทานแล้วไปหงุดหงิดรำคาญใจ หรือรู้สึกไปต่างๆนานาที่ไม่ดี ใจเศร้าหมอง ก็แสดงว่าได้บาปกลับมา)
หลังจากที่รู้ว่าตัวเองจำเวลาผิด (ที่จริงน่าจะบอกว่าฟังผิดมากกว่า เพราะเสียงคล้ายกัน) ลุงพุฒเลยต้องวางแผนใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ ก็เลยไปหาที่พักผ่อนสักหน่อย นึกได้ว่ามีที่พักตากอากาศชายทะเลบางปู เลยแวะไปทานอาหารเสียหน่อย เลยได้รูปนกนางนวลมาฝาก แต่ภาพอาจไม่สวยนักเพราะฝีมือลุงพุฒไม่ได้ถ่ายรูปเก่งแต่ประการใด ก็ดูกันนิดๆหน่อยๆนะครับ


แล้วก็แวะไปฟาร์มจระเข้ เพราะเจ้าลูกชายไม่เคยเห็นจระเข้ตัวจริง (แต่ใจจริงแล้วลุงพุฒไม่ได้อยากเข้าไปนักหรอกครับ เพราะไปเห็นจระเข้แล้วสะเทือนใจ เพราะเรารู้ว่าเจ้าจระเข้พวกนี้จะต้องถูกนำไปฆ่าเพื่อเอาหนังไปทำเข็มขัด, กระเป๋า และเอาเนื้อไปกินทุกตัวไป พอเข้าไปแล้วก็ให้นึกดีใจที่ได้พกยาดมประจำตัวมาด้วย เพราะบางพื้นที่กลิ่นรุนแรงเหมือนกัน เหม็นเขียวขิ่วๆชอบกลครับ ได้ยาดมช่วยได้มากเลยนะครับ หากท่านใดจะไปก็อย่าลืมพกไปด้วยครับ


ช้างเชือกนี้ฉลาดนะครับ แต่ลุงพุฒไม่ได้ชื่นชมอะไรหรอกครับ เพราะรู้ดีว่า ขั้นตอนการฝึกช้างต้องทรมานลูกช้างให้กลัวควาญก่อน และมีหลากหลายวิธีที่จะสร้างความเจ็บปวดให้กับลูกช้าง เพื่อให้กลัวควาญช้าง แต่ก็ทำไงได้ครับ เราไม่สามารถออกกฎควบคุมคนอื่นให้เป็นไปตามใจของเราได้ ความเป็นอนัตตา คือ การควบคุมให้เป็นไปตามอำนาจ บังคับให้เป็นไปตามใจปราถนา แสดงตัวตนอยู่ทนโท่ เราจะไปทำให้ใจเราทุกข์ด้วยการฝืนธรรมชาติอย่างไรไหว


วันนี้พอแค่นี้ก่อนครับ สวัสดีครับ
ลุงพุฒ
วันเสาร์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ.2550
|