|
ดวงเมือง ตอนที่ 7 ดาวจันทร์
สวัสดีครับ
ในครั้งก่อน ลุงพุฒได้ติดค้างเรื่องดวงเมือง ที่มีความจำเป็นต้องเอาสถานการณ์ปัจจุบันขึ้นมาคั่นเอาไว้ก่อน เพราะเผอิญไปดูดาวบนท้องฟ้า ในวันสิ้นปี และเห็นว่าเป็นวันจันทร์ดับ ในช่วงที่ดาวอื่นๆ กำลังทำมุมตึงเครียดกันบนท้องฟ้า
เห็นแล้วก็นึกเป็นห่วง ยิ่งเห็นเหตุการณ์ อุบัติเหตุ เกิดขึ้นบ่อยๆ และแปลกๆ อย่างเช่น อุบัติเหตุทางเครื่องบิน หรือเกิดล่าสุด รถยนต์ที่ทหารเดินทางเกิดไฟไหม้ และกระสุนในรถระเบิดออกมาเกลื่อน (ตามข่าวล่าสุด) ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ ก็ต้องขัดจังหวะเพื่อจะบอกกล่าวเล่าเตือนกันด้วยความเป็นห่วงเป็นใย ตามประสาคนไทยด้วยกัน และลุงพุฒก็ไม่อยากให้มีเรื่องเป็นไปตามคำกล่าวเล่าเตือนเลย หากทำนายผิดก็แค่หน้าแตก แต่ถ้าทำนายถูก มีอีกหลายคนต้องเดือดร้อน ก็อยากจะขอให้ทุกท่านที่ได้เห็นข้อความของลุงพุฒ ช่วยบอกกล่าวเล่าเตือนไปยังเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ให้ขับรถขับราด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง เมื่อใดก็ตามที่คึกสนุก นึกประมาท หรือคิดว่าตนเองจะไม่เป็นอะไร ก็ขอให้นึกสงสัยเอาไว้ว่า สงสัยตนเองจะถูกอิทธิพลของดาวอังคารเล่นงานเข้าแล้ว เมื่อรู้สึกตัว ก็ผ่อนความคะนองของตนเองลง จะทำให้ผ่อนอิทธิพลของดาวอังคาร และไม่เกิดอุบัติเหตุได้ง่ายๆอีกด้วย
ลุงพุฒบอกเคล็ดลับสำคัญของการรักษาตนให้พันเคราะห์ด้วยธรรมโอสถของพระพุทธเจ้า โดยการเจริญสติสัมปชัญญะด้วยการรู้สึกตัวแล้วนะครับ เอาไปใช้กันให้บ่อยๆ มากๆ จะได้ปลอดภัยกันทุกคน
ลุงพุฒคิดว่า วันศุกร์ในวันสิ้นปี ก็คงจะไม่ค่อยมีคนสนใจเรื่องของดวงเมืองกันนักหรอกครับ แต่เมื่อเป็นหน้าที่ที่ต้องเขียน ก็เขียน แล้ววันหลัง-หลังฉลองปีใหม่ ก็คงมีผู้สนใจมาตามอ่านเอง ลุงพุฒคิดอย่างนี้แล้วก็ตัดสินใจที่จะกล่าวถึงดาวจันทร์ในดวงเมืองต่อไป
ดาวจันทร์ (2) ในดวงเมือง อยู่ในราศีกรกฎ เรือนพันธุ เสวยฤกษ์ราชา การวางดาวจันทร์ (2) ไว้ที่เรือนพันธุ บ่งบอกให้ทราบถึงความฉลาดปราดเปรื่องของบรรพบุรุษของเรา ที่เข้าใจความเป็นไปของบ้านเมืองที่แท้จริง และรู้ว่า ประเทศชาติจะตั้งมั่นอยู่ได้หรือไม่ได้ ขึ้นอยู่กับประชาชนเป็นสำคัญ การเอาดาวจันทร์ซึ่งหมายถึงประชาชน ไปไว้ที่เรือนพันธุ คือการแสดงเจตนาอันชัดเจนว่า จะทำให้อาณาประชาราษฎร์มีความมั่นคง เป็นปึกแผ่น
ดาวจันทร์ (2) ซึ่งมีความหมายถึงประชาชน เสวยฤกษ์ราชา ทำให้เห็นถึงความตั้งใจจริงอีกอย่างหนึ่งของบูรพกษัตริย์ของเรา ที่ต้องการให้อาณาประชาราษฎร์มีความเป็นอยู่ที่ดี มีกิน มีใช้ ดั่งเช่นพระราชาเลยทีเดียว และหากท่านใดได้กลับไปอ่านตอนที่ 5 ซึ่งกล่าวถึงดวงอาทิตย์ (1) ก็จะเห็นว่า ในขณะที่ดาวอาทิตย์ (1) ซึ่งหมายถึงพระมหากษัตริย์เสวยฤกษ์ทลิทโท ซึ่งมีความหมายว่า เป็นผู้ให้นั้น กลับมีการวางดาวจันทร์ (2) ให้เสวยฤกษ์ราชาซึ่งหมายถึงผู้มีความเป็นอยู่อย่างสุขสบาย มีกิน มีใช้ เป็นการแสดงถึงเจตน์จำนงค์ที่จะทำนุบำรุงราษฎรให้อยู่อย่างสบาย
แต่ข้อเสียก็มีนะครับ เพราะตรงนี้แหละที่เป็นเหตุให้ คนไทย มีนิสัยแย่ๆอยู่ประการหนึ่งคือ “ทำอะไรตามใจคือไทยแท้” ไงล่ะครับ เพราะ “ราชา” หมายถึง ทำอะไรก็ได้ตามใจตนเอง เพราะตนเองเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในแผ่นดินแล้วไงครับ
มีข้อสังเกตอีกประการนะครับ คือ คนไทย มีความจงรักภักดีในสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างยิ่ง ยากที่จะหาคนในชาติไหนเสมอเหมือน ซึ่งในดวงเมืองก็ได้แสดงเอาไวด้วยเช่นกันครับ
ในดวงเมือง ระหว่างดาวอาทิตย์ (1) กับดาวจันทร์ (2) มีเส้นสีแดงเส้นหนึ่งเชื่อมโยงอยู่ เส้นนี้มีความหมายว่า “อาณาประชาราษฎร์ จะรับใช้เบื้องบาทพระชินสีห์ อีกทั้งถวายความจงรักภักดี” ดวงเมืองตรงนี้ผูกให้ประชาชนคนไทยทุกคนที่เกิดขึ้นในประเทศไทย หรืออาศัยอยู่ในประเทศไทยแต่เล็กแต่น้อย จะค่อยๆซึมซับสำนึกความจงรักภักดีเอาไว้ จนเป็นส่วนหนึ่งของหัวใจของคนไทยเลยครับ และเป็นหลักประกันว่า ประเทศไทยจะไม่มีทางเกิดการปกอครองในระบบประธานาธิบดีได้เลย เพราะคนไทยไม่ยอมรับ แม้ว่าอาจจะมีแนวคิดเกิดขึ้นมาจาก “นักปราชญ์ราชบัณฑิต” ได้ในวันใดวันหนึ่งก็ตาม ซึ่งวันหลังลุงพุฒจะเล่าให้ฟังว่า หากพวก “นักปราชญ์ราชบัณฑิต” มีความพยายามที่จะทำให้เกิดขึ้นแล้ว ผลจะเป็นเช่นไร
วันนี้ก็พูดกันถึงเรื่องของดาวจันทร์ (2) กันพอหอมปากหอมคอนะครับ ครั้งหน้าเราจะมาคุยกันถึงเรื่องของดาวอังคาร (3) ในดวงเมืองกันครับ
ลุงพุฒ
30 ธันวาคม พ.ศ.2548
|