|
กับอีกคำถาม ประเทศไทย จะไปทางไหน
สวัสดีครับ
ดูเหมือนว่า จะมีคำถามตามมาอีกครับ ลุงพุฒตั้งใจที่จะจบหัวข้อดวงเมืองตั้งแต่คราวก่อน แต่ก็คงจะจบไม่ได้จริงๆ เพราะมีคำถามตามมาอีก
คำถามที่ไม่ยากไม่ง่าย แต่ก็ถามกันเยอะนะครับ มีคนถามลุงพุฒเกือบทุกวัน ว่าต่อจากนี้ไป ประเทศไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป จะตอบคำถามนี้ เราต้องย้อนกลับไปดูดวงเมืองกันก่อน

ให้สังเกตดูดาวพฤหัสบดีครับ ท่านที่เคยอ่านข้อเขียนนี้เป็นประจำคงจะจะจำกันได้ว่า ลุงพุฒเคยบอกเอาไ้ว้ว่า ดาวพฤหัสบดีหมายถึงรัฐบาล(ในระบอบประชาธิปไตย) และหมายถึงเศรษฐกิจด้วย ลองเหลือบตามองไปทางตารางที่อยู่ขวามือ จะเห็นว่า ดาวพฤหัสบดีอยู่ในเรือนมรณะครับ
หลายท่านอาจแปลกใจ เพราะหากผูกดวงแบบไทยที่เรียกว่าดวงอีแปะแล้ว ดาวพฤหัสบดีควรจะอยู่ในเรือนศุภะ มิใช่มรณะ ลุงพุฒก็ขอยืนยันว่า ดาวพฤหัสบดีอยู่ในเรือนมรณะจริงๆ ทั้งนี้การแบ่งเรือนชะตานั้น ย่อมแปรผันไปตามจุดที่ลัคนาตั้งอยู่ เมื่อลัคนาไม่ได้สถิตกลางราศีแล้ว จะให้เรือนชะตาซ้อนกับราศีได้สนิทได้อย่างไร ลองนึกดูนะครับ หากเราวาดวงกลมขึ้นมาวงหนึ่ง แบ่งออกเป็น 12 ช่อง แล้วเราก็วาดวงกลมอีกวงหนึ่ง บนพลาสติกใส แบ่งออกเป็นอีก 12 ช่อง แล้วกำหนดให้มีจุดๆหนึ่ง อยู่กลางช่องใดช่องหนึ่ง จุดๆนั้นแทนลัคนา เมื่อเอาวงกลมพลาสติกใสที่ว่า วางทับบนวงกลมแรกที่เราเขียนเอาไว้ แล้วเราขยับวงกลมพาสติก เราก็จะเห็นว่า ช่องทั้ง 12 ช่องของวงกลมแรก และวงกลมที่สอง จะไม่เท่ากัน หรือจะเรียกว่าเหลื่อมกันก็ได้ การเหลื่อมกันนั่นล่ะครับ ที่ทำให้เกิดปรากฎการณ์เช่นที่ว่านี้ในดวงเมือง
ลักษณะดาวพฤหัสบดีที่อยู่ในเรือนมรณะ ยังมีดาวเสาร์กุมอยู่ด้วย มีความหมายอย่างไร ลองกลับไปดูข้อความที่ลุงพุฒเคยเขียนเอาไว้ก่อนหน้านี้กันนะครับ สรุปกันสั้นๆว่า "ไม่แข็งแรง" หรือ "3 วันดี 4 วันไข้" นั่นล่ะครับ ก็ถ้าหากเป็นชีวิตมนุษย์ เกิดมาในเวลานี้ ก็เรียกว่าเหนื่อยเอาเรื่องเหมือนกัน แต่ก็ให้โชคดีที่เอาตัวรอดมาได้ทุกครั้งไป เพราะดาวพฤหัสบดีอยู่ในจุดโชคครับ ทำให้บุญเก่าคอยคุ้มครองอยู่
เมื่อดวงดาวบนท้องฟ้า กำหนดกติกาเอาไว้เช่นนั้น ตราบใดที่ประเทศยังคงยึดมั่นในคุณธรรม เชิดชูศีลธรรม และหมั่นทำบุญกริยาวัตถุ 10 ประการกันอยู่ ประชาชนจะยังไม่เดือดร้อน แต่เมื่อใดที่ประเทศ เลิกสนใจในความดี ไม่ยกย่องคุณธรรม ห่างไกลศีลธรรม เมื่อนั้นประเทศจะพบกับภัยพิบัติ และรัฐบาลก็จะหาความยั่งยืน มั่นคง ไม่ได้เลย
หากเราสังเกตให้ดีๆ ประเทศไทยและประชาชนคนไทย ต่างก็เรียกร้องผู้นำที่มีคุณธรรมสูงมาตลอด เพราะเราเหน็ดเหนื่อยกับการต่อสู้กับผู้นำเผด็จการที่มีแต่การคอร์รัปชั่น แม้ในวันที่เราเคยได้ผู้นำที่มีคุณธรรม แต่การมีคุณธรรมแต่เพียงคนเดียว และทำเป็นไม่เห็นพฤติกรรมแย่ๆของลูกพรรคที่ร่วมคณะรัฐมนตรี เราก็ทนกันแทบไม่ได้เช่นกัน มีผู้นำเพียงคนเดียว ที่ลุงพุฒเคยเห็น ที่อยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างมีคุณธรรม และไม่ยอมให้ผู้ที่อยู่ร่วมครม.ประพฤติทุจริต อยู่ในอำนาจได้ยาวนาน และลงจากอำนาจเองโดยมีคนที่ยังรักท่าน และรักท่านมาอย่างยาวนาน จวบจนปัจจุบัน เป็นผู้มีอายุยืน และประชาชนจะอดหวนคิดถึงท่านไม่ได้ทุกครั้งที่เราพบกับปัญหาผู้นำประเทศไร้คุณธรรม คือ พล.เอก เปรม ติณสูลานนท์ แม้ว่าท่านจะลงจากตำแหน่ง หลังจากเมื่อมีเสียงคัดค้านการดำรงตำแหน่งของท่าน แต่นั่นก็เป็นเพียงการเรียกร้องในหลักการ ของเหล่าคณาจารย์ ที่เข้ายื่นหนังสือเท่านั้น ประชาชนยังไม่ได้ออกมาประท้วงแต่อย่างใด
ประโยคคำพูดของท่านที่กล่าวว่า "ผมพอแล้ว" เป็นประโยคที่ผมฟังแล้วสะเทือนใจ เพราะใจหนึ่งก็อยากให้ท่านอยู่ เพราะประทับใจในความกล้าหาญของท่าน นอกเหนือจากความซื่อสัตย์ สุจริต การที่ท่านนำพาประเทศชาติให้พ้นจากวิกฤติเศรษฐกิจในปี พ.ศ. 2537 - 2538 มาได้ ผมเชื่อว่า หากเป็นนักการเมืองคนอื่น คงไม่เลือกวิถีทางเช่นนั้น คงจะพยายามปกปิดความอ่อนแอทางเศรษฐกิจกันอย่างสุดฤทธิ์ และหลีกเลี่ยงการตัดสินใจที่ทำลายคะแนนเสียงของตนเอง และจะนำพาประเทศชาติไปลงสู่หุบเหวในปี พ.ศ. 2528 ซึ่งจะเกิดปรากฏการณ์ใกล้เคียงกับที่เกิดในปี พ.ศ. 2540 แน่นอน
กับดาวพฤหัสบดี ที่อยู่ในเรือนมรณะ หากเป็นชะตาของผู้คนทั่วไป สามารถทำนายได้เลยว่า เป็นชีวิตที่สุดแสนทรหด และเป็นชีวิตของคนที่มีอหังการมากจริงๆ เป็นคนที่มีรายจ่ายมากกว่ารายได้ เป็นเหตุให้ต้องเป็นหนี้เป็นสิน หรือต้องขายสมบัติ ขายมรดก ของตัวเองกินไปจนหมด ก็ลองมองย้อนไปในอดีตเถิดครับ ประเทศไทย มีอาการเช่นที่ว่านี้หรือไม่?
คนรุ่นเก่าสักนิด อาจเคยได้ยินการประกาศของรัฐบาลในสมัย พล.เอก ชาติชาย ชุนหวัน ที่เราจะเป็น NICS หรือประเทศพัฒนาแล้วประเทศใหม่ ซึ่งตอนนั้นเขายกย่องให้สิงคโปร์เป็นหนึ่งในนิคส์ และเราก็ประกาศที่จะทำเช่นนั้น นั่นก็คืออหังการ์ที่เราไม่ดูตัวเราเองให้ดี เพราะยุคนั้น GDP ของเราดีมากๆ แต่เป็น GDP ที่เกิดจากการเก็งกำไรที่ดิน ซื้อเช้า ขายบ่าย ได้กำไรหลายสิบเปอร์เซนต์ ยิ่งกว่าหุ้นเสียอีก ผลของการปั่นราคาที่ดินในยุคนั้น มีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างการจ้างงานขนานใหญ่ เงินเดือนและค่าจ้างขยับปรับฐานกันทุกปี จนกระทั่งมีคำกล่าวว่า "คนไทยค่าจ้างแพง แต่ขี้เกียจ"
ผลกระทบต่อเนื่องจากเหตุการณ์ในสมัยนั้น ส่งผลให้เกิด รสช. ด้วยข้ออ้าง "บุฟเฟต์ คาบิเน็ต" หรือ "การทุจริตในรัฐบาล" และต่อมาประเทศไทยก็เกิดการสืบทอดอำนาจของคณะ รสช. มีเหตุการณ์ "เสียสัตย์ เพื่อชาติ" ด้วยน้ำตา ซึ่งมีข่าวเล่าข่าวลือกันมาว่า น้ำตานั้นมิได้เกิดจากความเสียใจที่จำใจต้องเสียสัตย์เพื่อชาติ หากแต่เป็นน้ำตาที่เกิดจากการเตรียมพริกอมไว้ในปาก เมื่อถึงตอนที่ต้องกล่าวอมตะวาจานี้ (คนกล่าวตาย แต่คำพูดไม่ตาย) ก็กัดพริกกร้วมใหญ่ แล้วน้ำตาก็ไหลออกมาเพราะความเผ็ด จริงเท็จอย่างไรไม่อาจทราบได้ เป็นเพียงการได้ยินจากข่าวคนวงในเท่านั้น
เมื่อผู้นำปราศจากคุณธรรม สูญเสียภาพลักษณ์ในแง่ของความซื้อสัตย์สุจริต มีคำพูดตระบัดสัตย์ ประเทศไทยจึงเข้าสู่ยุคแห่งการล้มล้างรัฐบาลด้วยพลังประชาชนอีกครั้ง แต่ฝ่ายรัฐบาลก็กระทำด้วยความรุนแรง จนเป็นเหตุให้เกิดเหตุการณ์ "พฤษภาทมิฬ" ในวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ.2535 ในครั้งนั้นประชาชนถูกยิงและหายตัวไปกว่าร้อยคน และถูกจับกุมมากมาย ดูเหมือนว่าประชาชนจะพ่ายแพ้ แต่การต่อสู้ครั้งนั้น มีนักการทหารที่ได้ชื่อว่าเป็นนักวางแผนชั้นเยี่ยม จนได้สมญานามว่า "ขงเบ้ง" วางแผนจรยุทธ์ ใช้มอเตอร์ไซค์ก่อกวนไปทั่วเมือง พร้อมๆกับมีการก่อแนวต่อต้านที่ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ด้วย ทำให้เห็นว่า การต่อสู้จะยังมีต่อไป
เหตุการณ์ครั้งนั้นจบได้ด้วยพระมหากรุณาธิคุณ ในองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงให้ทั้งสองฝ่ายเข้าเฝ้า ประชาชนคนไทยทุกคนต่างดีใจ เพราะรู้ว่าตนเองชนะแล้ว เพราะก่อนหน้านั้นลุงพุฒเชื่อว่า หลายๆคนคงหวั่นเกรงว่า ประเทศไทยจะต้องประสบชะตากรรมไม่ต่างจากเหตุการณ์ในเลบานอนสมัยนั้น ที่มีแต่สงครามกลางเมือง ยิงกันทุกวัน หาความสงบสุขไม่ได้เลย
ลุงพุฒยกตัวอย่างเหตุการณ์บ้านเมืองมายืดยาว ก็เพราะต้องการชี้ให้เห็นว่า ไม่มีรัฐบาลใดที่จะอยู่ได้ หากปราศจากคุณธรรม ต่างจากวัฒนธรรมตะวันตก ที่เขาจะอดทนรอให้ถึงเลือกตั้งครั้งต่อไป ไปพร้อมๆกับการตรวจสอบอย่างเข้มข้น ไม่เกรงกลัวอิทธิพลอะไร ซึ่งแตกต่างไปจากวัฒนธรรมตะวันออก ตรงจุดที่การตรวจสอบที่เข้มข้นอย่างยุติธรรม ไม่อาจเป็นไปได้ ตรงนี้เป็นวัฒนธรรม มิใช่ระบอบการปกครอง ไม่ว่าการปกครองระบอบไหน ก็ไม่อาจแก้ไขได้ ต้องให้"คนดีขึ้นมาปกครองคนไม่ดี" ตามพระราชดำรัสในองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงจะถูกต้อง
วกกลับมายังคำุถาม ว่าบ้านเมืองจะเดินหน้ากันไปอย่างไร ลุงพุฒได้ตั้งสมมติฐานเอาไว้ว่า ประเทศไทยจะมีการเลือกตั้งในวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2551 จะเป็นอย่างไร (การตั้งสมมติฐานนี้เกิดจากการประมาณการว่า เราจะมีการเลือกตั้งหลังจากเกิด คมช. ประมาณ 1 ปี 5 เดือน)

เห็นดวงเมืองในขณะนั้น แล้วก็ยิ้มครับ ตัวลุงพุฒเองก็รู้สึกว่ามีความหวัง มีความหวังว่าเราจะได้รัฐบาลที่ดี เพราะดาวบนท้องฟ้าในวันนั้น เราได้ดาวพฤหัสบดีจร (5 วงนอก)ส่งรัศมีสีเขียวถึงลัคนา และถึงตัวเอง (5 วงใน) และได้ดาวเสาร์จร (7 วงนอก) ส่งรัศมีสีเขียวถึงดาวอาทิตย์ (1 วงใน) และถึงตัวเอง (7 วงใน) บ่งบอกว่า จะได้รัฐบาลที่ดี เชื่อได้ว่าจะได้รัฐบาลที่ประกอบไปด้วย คุณธรรม ศีลธรรม ทำให้คิดต่อไปว่า เป็นไปได้ว่าการพัฒนาเศรษฐกิจในแนว "เศรษฐกิจพอเพียง" จะได้รับการนำไปเป็นแนวการพัฒนาเศรษฐกิจสำรับประเทศไทยต่อไปอย่างกว้างขวาง และทำให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นแน่
แต่ไม่มีอะไรที่ดีพร้อม และไม่มีอะไรที่บริสุทธิ์ผุดผ่องแท้จริง ทำให้ในเวลานั้น เรามีดาวพลูโตจร (พ วงนอก) ส่งรัศมีสีแดงถึงลัคนา บ่งบอกว่า อาจเป็นรัฐบาลที่ชาติตะวันตกมองด้วยความคลางแคลงใจ เป็นไปได้ว่าแนวนโยบายของรัฐบาล อาจไม่ตอบสนองต่อความต้องการของชาติตะวันตก โดยเฉพาะในส่วนของ "ผลประโยชน์" ตรงนี้ทำให้เราต้องจับตามองปฏิกริยาของชาติตะวันตกให้ดี รวมทั้งประเทศที่เป็นลูกมือของชาติตะวันตกด้วย แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราจะปราศจากญาติมิตรในระดับนานาชาติ เพราะเรายังได้ดาวมฤตยูจร (0 วงนอก) มาสนับสนุนด้วยเช่นกัน เชื่อว่าคงมีไม่กี่ชาติเท่านั้น ที่แสดงท่าทีคลางแคลงใจ โดยเฉพาะชาติที่ส่งออกลัทธิ "ทุนนิยม-โลกาภิวัตน์" เพราะเกรงกลัวว่า แนวทางเศรษฐกิจพอเพียง จะทำให้เขาไม่สามารถกอบโกยทรัพยกรธรรมชาติจากประเทศอื่นๆได้ง่ายดายอย่างที่เคยเป็นมา
นอกจากข้อน่ากังวลดังกล่าวแล้ว ก็น่าจะไม่มีเรื่องใดที่ต้องน่ากังวลกันอีกแล้วครับ แต่หากจะถามลุงพุฒว่า ข้อใดที่อยากจะเรียกร้องบ้าง ลุงพุฒก็ขอบอกว่า อยากให้รัฐบาลนี้และรัฐบาลที่จะได้มาจากการเลือกตั้งในครั้งหน้า หยิบจับเรื่องของการศึกษามาทำให้ดีที่สุด ให้คุณธรรมนำหน้า ให้ความรู้ตามหลังมาติดๆ แล้วประเทศชาติจะอยู่ด้วยความร่มเย็นเป็นสุข ส่วนจะก้าวหน้าทางเศรษฐกิจในระดับ 7% หรือไม่ ก็ไม่ใช่เรื่องลุงพุฒห่วงใยนัก เพราะระบบเศรษฐกิจที่ไม่ได้ใช้เงินเป็นตัวขับเคลื่อนก็มีอยู่ การใช้ดัชนีชี้วัดความสุขของคนในชาติ ที่มีคนเริ่มใช้กันมากขึ้น เป็นเครื่องชี้ถึงแนวโน้มในอนาคตได้ดี หากเมื่อใดที่ค่านิยมเปลี่ยนไป เป็นคนที่รวยที่สุด คือคนที่มีความสุขที่สุด ในวันนั้นเราอาจได้เห็นประเทศที่เคยมั่งคั่ง กลับกลายเป็นประเทศที่ยากจนที่สุด แม้ว่าเขาจะปฏิเสธแนวทางนี้ แต่เขาก็จะปฏิเสธได้ไม่นาน เพราะวิกฤติการณ์พลังงานและโลกร้อน กำลังโหมกระหน่ำต่อประเทศทุกประเทศในขณะนี้อยู่แล้ว และเมื่อพลังงานหมด เขาก็ต้องเดินตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงอยู่ดี แต่เขาจะล้าหลังเรา เพราะเขาเริ่มต้นช้ากว่า และไม่ใ่ช่วัฒนธรรมพื้นฐานของเขาแต่อย่างใด
มาถึงตอนนี้ ก็ขอชักชวนให้ทุกคนปรับตัวให้เข้ากับแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงกันเถิดครับ ลดการเป็นหนี้ ใช้จ่ายพอตัว และเสียสละเพื่อส่วนรวม ยอมขาดทุนเพื่อกำไร (คือสละความสุขส่วนตัว เพื่อส่วนรวม) อย่าไปช่วงชิงผลประโยชน์กันจนต้องอาฆาตมาดร้ายกันเลยครับ เพราะเมื่อใดที่เกิดความโกรธแค้น ความสุขของเราก็ลดลงครับ
ลุงพุฒ
30 ตุลาคม พ.ศ.2549
|