|
ประเทศไทยก่อนการเลือกตั้ง
สวัสดีครับ
จากคราวก่อน ที่ลุงพุฒได้ตอบคำถามถึงการมีรัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญใหม่ ว่าเป็นอย่างไร ลุงพุฒได้ตั้งสมมติฐานว่า จะมีการเลือกตั้งในวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ.2551 แล้วจะเป็นอย่างไร ก็ยังเป็นคำตอบที่ทำให้เกิดคำถามตามมาอีก ก็ขอมาตอบในคราวนี้ก็แล้วกันครับ
คำถามแรก อาจจะเป็นคำถามค่อนข้างส่วนตัวสักหน่อย มีคนถามลุงพุฒว่า ลุงพุฒชอบรัฐบาลที่มาจากทหารหรืออย่างไร ลุงพุฒก็นึกในใจเมื่อถูกถามว่า แหม ช่างสงสัยได้จริงๆเชียว แต่ก็ตอบเขาไปตามตรงว่า ไม่ได้ชอบรัฐบาลที่มาจากทหาร หรือรัฐบาลเผด็จการ แต่ชอบรัฐบาลที่มีคุณธรรม หรือจะบอกว่า ชอบการปกครองในระบอบ ธรรมาธิปไตย ก็ได้ การปกครองแบบ ธรรมาธิปไตย เป็นการปกครองที่ไม่มีรูปแบบ แต่มีแนวทางให้ยึดถือเอาคุณธรรมเป็นหลักใหญ่ ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องมีเรื่องของ ความยุติธรรม รวมอยู่ด้วย แต่ลุงพุฒไม่แน่ใจว่า จะต้องมีความเสมอภาครวมอยู่ด้วยหรือไม่ เพราะไม่เห็นว่าจะมีการปกครองในรูปแบบใด ไม่ว่าจะเป็นประชาธิปไตย หรือเผด็จการ หรือสังคมนิยม หรือคอมมิวนิสต์ จะให้หลักประกันของความเสมอภาคกันได้จริงๆ เพราะในแต่ละการปกครองล้วนยอมรับ ความแตกต่างกันในฐานะ หรืออำนาจ หรือความสำคัญ ซึ่งจะได้รับสิทธิพิเศษแตกต่างกันไป เพียงแต่ การปกครองในระบอบประชาธิปไตย เน้นหนักเรื่องให้ความเสมอภาคในการแสดงความคิดเห็น การแสดงออก การพูด การเขียน การโฆษณา แต่เปิดโอกาสให้กับความแตกต่างทางฐานะ ซึ่งตอบสนองต่อระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมค่อนข้างเต็มที่ จนเกิดความไม่เสมอภาคทางเศรษฐกิจ ในขณะที่ความเสมอภาคในการปกครองระบอบสังคมนิยม เน้นไปในเรื่องของการให้ความเสมอภาคทางเศรษฐกิจ จนอาจทำให้เกิดการจำกัดบทบาททางการแสดงความคิด เพราะใช้ระบอบเผด็จการเข้ามาเป็นส่วนสำคัญในการดำเนินการ (ส่วนระบอบอื่นๆไม่ต้องพูดถึง แย่กว่านี้)
มีการผสมผสานข้อดีของระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย และสังคมนิยม มาในกึ่งประชาธิปไตย กึ่งสังคมนิยม ออกมาในรูปของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยกึ่งรัฐสวัสดิการ
รูปแบบการปกครองแบบสังคมนิยม ก็อาจเป็นประชาธิปไตยได้ ซึ่งมีการใช้กันมานานกว่า 2,500 ปี มาแล้ว หากไม่เชื่อ ลองไปพลิกดูวินัยบัญญัติ จะพบว่า องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติให้ สังฆะ หรือ คณะสงฆ์ เป็นใหญ่ ใช้การประชุม หารือกันในการทำกิจกรรมต่างๆ จนแม้การถอนสิกขาบท (พระวินัย) ที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติเอาไว้ หรือการบัญญัติสิกขาบทเพิ่มเติมจากที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ก็ได้ หากแต่เป็นสังคมนิยมที่การเปลี่ยนแปลง จะต้องมีความเห็นเป็นเอกฉันท์ คือ ต้องไม่มีพระภิกษุรูปใดออกเสียงคัดค้าน หากท่านใดไม่เคยเห็น ก็ลองไปถวายสังฆทานกับพระที่วัดที่ได้รับการอบรมฝึกฝนมาจากหลวงปู่ชา สุภัทโท (เช่นวัดฟ้าคราม ในวันอาทิตย์ตอนเช้าๆ)ก็ได้ เวลาท่านรับสังฆทาน ท่านไม่ได้สักแต่ว่ารับเฉยๆ หากแต่ท่านยังประกาศท่ามกลางสงฆ์ และจัดสรรปันส่วนให้กับพระำภิกษุแต่ละองค์ แต่ละรูป ตามพระวินัยเป๊ะๆ ว่าทำกันอย่างไร (และอย่าแปลกใจ หากว่าบางท่านอาจจะคิดเลยไปถึงเรื่องบทบาทของมหาเถระสมาคม ซึ่งเิกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย ตาม พรบ.สงฆ์ ฉบับ พ.ศ.2505 ถ้าลุงพุฒจำไม่ผิด ที่ไม่สอดคล้องกับพระวินัยมากนัก โดยเฉพาะฉบับ พ.ศ.2535 ที่เกิดการบิดผันพระวินัยรุนแรง ในการลำดับพระเถระ ที่ยึดถือเอาความสามารถในการหาเงินบริจาคมากกว่าการมีคุณธรรม จนทำให้เกิดปัญหาอื้อฉาวหลายเรื่อง เช่น เรื่องเครื่องราชเป็นต้น พรบ.สงฆ์ เป็นการถอดรูปแบบการปกครองแบบคณาธิปไตยภายใต้ระบอบทุนนิยมมาให้กับคณะสงฆ์ ซึ่งเป็นการจำลองวิธีการบริหารงานราชการแผ่นดินในสมัยนั้นมานั่นเอง ซึ่งเกิดปัญหาติดตามมามากมายแม้ในปัจจุบันนี้ ก่อให้เกิดความร้าวฉานในหมู่สงฆ์ จนกระทั่งเกิดกรณีการแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ซ้อนกับสมเด็จพระสังฆราชซึ่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนาอยู่ก่อนแล้ว)
เมื่อการปกครองมีคุณธรรม มีความยุติธรรม หรือมีแกนเป็น ธรรมาธิปไตย แม้รูปแบบภายนอกจะไม่ใช่ประชาธิปไตย ประชาชนก็จะหวงแหนและยินดีที่จะอยู่ในการปกครองนั้น ยกตัวอย่างเช่น การผลักดันโดยฝ่ายปกครองหรือกษัตริย์ในประเทศภูฏาน ที่จะเปลี่ยนการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นประชาธิปไตย กลับไม่ได้การยอมรับจากประชาชน เพราะประชาชนเกรงว่า จะได้นักการเมืองขี้ฉ้อมาปกครองบ้านเืมือง เป็นต้น
นั่นคือจุดยืนของลุงพุฒมาแต่ไหนแต่ไรครับ ไปตอบคำถามถัดไปดีกว่าครับ (ไม่งั้นเดี๋ยวจะยาวเกินไป)
มีคำถามถามว่า ประเทศไทย จะเป็นอย่างไรในช่วงนี้ก่อนการเลือกตั้ง ซึ่งก็เป็นคำถามที่ครอบคลุมปี พ.ศ. 2550 ตลอดทั้งปีเลยนะครับ

โดยรวมๆ ลุงพุฒเห็นว่า ปี พ.ศ. 2550 เป็นปีที่หนักที่สุดของรัฐบาล ลุงพุฒขอยกดาวบนท้องฟ้าในวันที่ 7 กุมภาัพันธุ์เอามาให้ดูนะครับ แต่จริงๆแล้วบนท้องฟ้ามีเหตุการณ์ทางโหราศาสตร์มาก่อนวันที่ลุงพุฒยกมาให้ดูนะครับ
ปัจจุบัน ดาวเนปจูนจร (น) อยู่ในเรือนกัมมะของดวงเมือง และมีเส้นสีแดงกดไปที่ลัคนาของดวงเมือง บ่งบอกว่า สถานการณ์ทางการเมืองไม่นิ่ง มีการชิงไหวชิงพริบกันตลอดเวลา ดังนั้นไม่น่าแปลกใจ ที่การข่าวทางการทหารระบุว่า มีคลื่นใต้น้ำ และไม่น่าแปลกใจ ที่สื่อยักษ์ใหญ่บางฉบับพยายามชี้ให้เห็นว่า เป็นข่าวโคมลอยที่ทางการทหารกุขึ้น เพื่อการสืบทอดอำนาจ (โดยการคงกฎอัยการศึกเอาไว้) ดาวเนปจูนจะอยู่จุดนี้ไปอีกนานหลายเดือน กว่าจะเคลื่อนหลุดออกจากจุดที่ส่งอิทธิพลรุนแรงไปยังดวงเมือง
ดาวพฤหัสบดีจร (5) เคลื่อนเข้าเรือนมรณะของดวงเมืองในวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ.2549 (แต่เข้ามาในราศีพิจิกตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ.2549 แล้วครับ) บ่งบอกว่า เสถียรภาพของรัฐบาล จะยิ่งแย่ลงกว่าเดิม ความมั่นคงจะสั่นคลอน และระบบเศรษฐกิจจะเสื่อมถอย แต่ปรากฎการณ์ตรงนี้จะยังไม่มีความชัดเจนจนกระทั่งรู้สึกได้หรอกนะครับ เพียงแต่เหตุการณ์จะค่อยๆบีบรัดเข้าไปในทิศทางนั้น ซึ่งจะเริ่มต้นในวันที่ 9 ธันวาคม เป็นต้นไป และจะมีการบีบรัดมาขึ้นในวันที่ 19 ธันวาคม เพราะดาวพฤหัสบดี (5) เข้าสู่จุดเคราะห์ของดวงเมือง แต่ลุงพุฒคิดว่า ประชาชนอย่างเราๆอาจไม่รู้สึกหรือไม่รู้เรื่อง เพราะภาพลักษณ์ของรัฐบาลยังดีอยู่ ก็ดาวราหูจร (8) ยังอยู่ในเรือนลาภะ และส่งรัศมีสีเขียวถึงลัคนาของดวงเมืองนี่ครับ
ดาวเสาร์จร (7) จรมาส่งรัศมีสีแดงถึงดาวเสาร์เดิมในดวงเมืองวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2550 และส่งรัศมีสีแดงถึงดาวพฤหัสบดีเดิม (5) ในดวงเมืองในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2550 และดาวพฤหัสบดีจร (5) ซึ่งอยู่ในเรือนมรณะ ส่งรัศมีกดไปยังลัคนา (ล) ของดวงเมืองในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2550 บ่งบอกว่า เดือนกุมภาพันธ์เป็นเดือนแห่งความอันตรายเดือนหนึ่งเลยทีเดียว มีความเป็นไปได้ว่าจะมีเหตุการณ์ที่จะทำให้รัฐบาลเกิดความวุ่นวาย และอาจส่งผลกระทบกระเทือนความมั่นคงของรัฐบาลอย่างชัดเจน เดือนนี้เป็นเดือนที่สาหัสสากรรจ์ของรัฐบาลทีเดียวครับ แต่ใช่ว่าจะเป็นจุดชี้ขาดหรือแตกหัก ตราบใดที่รัฐบาลยังคงมีความคุณธรรม อำนวยความยุติธรรม ดำรงค์ไว้ซึ่งความเป็นธรรม รัฐบาลก็ยังรักษาตนให้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี

ถ้าหากจะถามว่า มีช่วงใดที่น่าเป็นห่วง ลุงพุฒก็ขอบอกว่า ช่วงที่น่าเป็นห่วงจริงๆน่าจะอยู่ในช่วงวันที่ 14 พฤศจิกายน, 10 ธันวาคม และ 21 ธันวาคม ลุงพุฒขอนำดาวบนท้องฟ้าในวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2550 มาให้ดูกัน
ดาวบนท้องฟ้า มีดาวอาทิตย์จร (1) กุมดาวพฤหัสบดี เดิม (5) และดาวเสาร์เดิม (7) และมีดาวอื่นๆร่วมกุมด้วย ได้แก่ ดาวพุธจร (4) ดาวพหัสบดีจร (5) และดาวพลูโตจร (พ) ในขณะเพราะในช่วงนั้นเป็นช่วงที่รัฐบาลจะขาดเสถียรภาพมากที่สุด เศรฐกิจจะย่ำแย่ที่สุด และประเทศไทยมีโอกาสที่จะพบกับความวิบัติรุนแรงมาก หรือพบกับความเศร้าเสียใจอย่างสุดซึ้ง อย่างใดอย่างหนึ่ง อาจเสียผู้ใหญ่ในบ้านเมือง และหากวางแผนรับมือไว้ไม่ดีพอ จะเกิดความขัดแย้งกันอย่างรุนแรงจนอาจเกิดการประท้วงยืดเยื้อ รุนแรง สิ่งที่ลุงพุฒหวั่นเกรงมากๆก็คือ หากเรายังอุดช่องโหว่ไม่ได้ ไม่มีการป้องกันทางเศรษฐกิจที่ดีพอ อาจถูกโจมตีได้อีกเช่นกัน ประกอบกับดาวราหูจร (8) และดาวเนปจูนจร (น) ส่งแรงกดดันไปที่ดาวเกตุเดิม (9) และจุดกัมมะ (ง) บ่งบอกว่า เกิดความขัดแย้งกับมวลชน ให้ระมัดระวังอาจมีการก่อหวอดประท้วงกันอย่างหนักได้
ก่อนหน้าเหตุการ์ในเดือน พฤศจิกายน - ธันวาคม ก็ยังมีเหตุการณ์ให้ระทึกเป็นระยะๆ แต่เหตุการณ์ในช่วง 2 เดือนนี้นั้น เป็นเหตุการณ์ที่รุนแรงเอามากๆ และแม้ว่าเหตุการณ์ที่พูดถึงยังห่างจากห้วงเวลานี้ไปอีกประมาณปีกับอีก 1 เดือน ซึ่งเป็นเวลาที่อาจจะดูไกลตัว แต่เอาเข้าจริงๆแล้วมีไม่มากนักหรอกครับ ที่จะวางแผนป้องกันและรับมือกับปัญหาที่จะถาโถมเข้าใส่ประเทศไทย ถ้าไม่ประมาท ก็แก้ไขได้ แต่ถ้าประมาทก็จะเกิดเหตุการณ์ลุกลามใหญ่โตแน่ๆ ลุงพุฒก็หวังว่า เสียงเตือนเสียงเล็กๆนี้จะดังไปถึงผู้ใหญ่ในบ้านเมือง และวางแผนป้องกันเอาไว้ให้ดีครับ และหากเรามีการเลือกตั้งในเวลานั้น เราคงจะได้รัฐบาลที่ห่วยเอามากๆ คงจะมีความวุ่นวาย ยุ่งเหยิง และไร้ประสิทธิภาพเป็นที่สุด แต่ถ้าเราอดทนและผ่านห้วงเวลานี้ไปได้ ไปมีการเลือกตั้งในวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2551 เราจะได้รัฐบาลที่ดี และจะมีความเข้มแข็ง มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ตั้ง แต่ลุงพุฒเกรงว่า เราจะไปไม่ถึงการเลือกตั้งในวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ.2551 หากแต่จะมีการกดดัน ทวงสัญญา และเร่งเร้าให้การเลือกตั้งเกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน - ธันวาคม พ.ศ. 2550 เสียมากกว่า
ทั้งนี้เราจะได้รัฐบาลที่ดีหรือไม่ดี ก็แล้วแต่เวรกรรมของคนในชาติที่ต่างคนต่างได้ทำกันมา ทั้งในอดีตชาติ ในและปัจจุบันชาติ จะผลักดันให้เกิดการเลือกตั้งเมื่อใด หากกรรมดีส่งผลร่วมกัน เราก็คงจะได้เลือกตั้ง เลือกรัฐบาลในจังหวะที่ดี แต่หากกรรมไม่ดีส่งผลมาพร้อมๆกัน เราก็คงได้เลือกตั้ง เลือกรัฐบาลในจังหวะที่ไม่ดี ก็แล้วแต่เวรแต่กรรมจริงๆครับ
ลุงพุฒ
7 พฤศจิกายน พ.ศ.2549
|