|
ประเทศไทย ในปี พ.ศ.2550
สวัสดีครับ
เขียนเรื่องของดวงเมืองก็เขียนกันได้เรื่อยๆนะครับ เพราะการเมืองเป็นพลวัตร มีเรื่องให้ติดตามกันไม่รู้จบจริงๆ หรือหากจะจับเฉพาะประเด็นทางด้านเศรษฐกิจ ในมุมมองที่เกี่ยวเนื่องกับโหราศาสตร์ ก็มีเรื่องให้พิจารณาอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียวครับ
แต่ก่อนที่จะคุยในเรื่องของดวงเมือง ลุงพุฒขอแจ้งให้ทราบก่อนว่า ในปี พ.ศ. 2550 ที่จะถึงนี้ ลุงพุฒมีการเปลี่ยนแปลงหลักๆ 2 ประการ ก็จะอาศัยที่ตรงนี้อธิบายเหตุผลไปด้วยเลย ก็คือ
1.การให้บริการดูดวงที่บ้านอารีย์ ลุงพุฒจะให้บริการวันเสาร ในระหว่างเวลา 13:00 - 18:00 น. เปลี่ยนจากเดิมที่จะดูตั้งแต่เวลา 10:00 น. เนื่องจากลุงพุฒมีโปรเจคท์ที่จะต้องรีบทำให้เสร็จ และด้วยข้อจำกัดทางเวลาที่มีอยู่น้อยนิด ทำให้ลุงพุฒมีความจำเป็นต้องใช้เวลาในวันเสาร์ในช่วงเช้าในการทำงานด้วย เข้าใจว่า
โปรเจคท์นี้จำเป็นต้องใช้เวลาประมาณ 1 ปี ครับ
หากท่านใดมีความจำเป็นต้องดูดวงเร่งด่วน ก็ขอให้ใช้ช่องทาง e-mail แทนครับ ลุงพุฒจะมาตอบให้ตอนเ้ช้ามืดของวันถัดไป ขอให้ทำตามข้อตกลงที่ได้ให้ไว้นะครับ (ดูรายละเอียดที่นี่) จะได้ดำเนินการได้ด้วยความรวดเร็วครับ
2.ค่าครูสำหรับผู้ที่มาดูดวงกับลุงพุฒในวันเสาร์ ลุงพุฒมีความจำเป็นต้องรักษาคำสัญญากับครูบาอาจารย์ของลุงพุฒ ที่สัญญาไว้ว่า เมื่อได้ให้ราคาพิเศษเป็นเวลา 1 ปี แล้ว ก็ต้องปรับไปเป็นราคาปกติ 500 บาท ทั้งนี้ทางอาจารย์ของลุงพุฒให้เหตุผลว่า เพื่อมิให้คนอื่นมาดูหมิ่นดูแคลนวิชาของเรา ซึ่งลุงพุฒได้ขอเอาไว้ว่า ในช่วงแนะนำตัวปีแรก ขอให้ราคาพิเศษไปก่อน
ชี้แจงจบแล้วก็วกเข้ามาคุยกันต่อ ถึงเรื่องของประเทศไทย ในปี พ.ศ.2550 กันครับ

ในรูปเป็นดาวบนท้องฟ้าในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2550 ครับ ก่อนที่จะเจาะลึกเข้าไปในเรื่องเศรษฐกิจของประเทศไทย ก็ขอกล่าวถึงข้อสังเกตเล็กๆน้อยๆที่ลุงพุฒมองเห็นก่อนนะครับ นั่นก็คือ ดาวอังคาร (3) อยู่ในราศีพิจิก และเป็นมรณะของลัคนา(ล)ในดวงเดิม อีกทั้งยังส่งรัศมีีสีแดงส่งถึงด้วย บ่งบอกให้ระวังเรื่องของความขัดแย้ง การทะเลาะวิวาท การทำร้ายร่างกาย และอุบัติเหตุ ให้ระมัดระวังในเรื่องของการทำงานกับเครื่องจักรเครื่องยนต์ ของมีคม อาวุธ ดังนั้นหากต้องขับยวดยานพาหนะไปไหน ต้องให้มีความพร้อมทั้งร่างการและจิตใจด้วย หากเหนื่อยล้า หรือหงุดหงิดโมโห ก็อย่าเพิ่งไปไหนเลยจะดีกว่า และควรที่จะสวดมนต์สวดพรเอาไว้ ทำบุญทำทาน เข้าวัดฟังธรรม ปล่อยนกปล่อยปลาก็ดี เป็นสิริและมงคลกับตนเอง
ทางด้านเศรษฐกิจ ลุงพุฒวงกลมสีแดงเอาไว้หลายวง ก็เลยทำหมายเลขกำกับเอาไว้ด้วย ท่านผู้อ่านจะได้อ่านง่ายๆตามไปด้วย เพราะคราวนี้ลุงพุฒวงเอาไว้ค่อนข้างเยอะทีเดียว
วงกลมวงแรก (หมายเลข 1) ลุงพุฒวงเอาไว้ที่ดาวบนพื้นเดิม คือ ดาวพฤหัสบดีและดาวเสาร์ที่กุมกันในเรือนมรณะ ดาวคู่นี้บ่งชี้ให้เห็นเป็นพื้นเดิมก่อนไว้เลยว่า ประเทศไทยไม่เคยมีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งจริงๆ ในอดีต เรามีเศรษฐกิจที่ไม่มั่นคงเพราะประชาชนประหยัดมัธยัสถ์กันสุดๆ หาเงินมาได้เท่าไหร่ ก็เอาไปใส่ตุ่มฝังดินกันหมด จนต้องมีการกระตุ้นให้มีการใช้จ่ายด้วยการเปิดโรงหวย (และมีการเปลี่ยนแปลงไปจนเป็นปัญหาหนักในปัจจุบัน) และในปัจจุบันก็มีแนวโน้มที่จะใช้จ่ายเงินทองสิ้นเปลืองไปมากกว่าที่หารายได้มาเสมอ นี่ไม่นับเรื่องความมีศีลธรรมที่เราไม่เคยมีกันจริงๆเลย ใครอยู่ในศีลในธรรมกลับเป็นตัวประหลาดในสังคม ใครที่สามารถทำตุกติกกับกติกาบ้านเมืองได้กลับเป็นคนเก่ง ใครที่มีเงินจะได้รับการนับหน้าถือตาแม้ว่าเงินทองนั้นได้มาจากการช่วงชิงหรือทำร้ายผู้อื่น หรือคดโกงประเทศชาติก็ตาม ตรงนี้เป็นพื้นฐานสำคัญอันหนึ่งที่เราต้องไม่เลืมเลือนมันไป แม้ว่าประเทศไทยจะมีพระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองอยู่ก็ตาม แต่เืชื่อหรือไม่ว่า ดาวคู่นี้กลับเป็นคุณสำหรับความมั่นคงยั่งยืนของพระพุทธศาสนาอยู่เหมือนกัน เพราะเมื่อสังคมเน่าฟอนเฟะ ทำให้คนดีไม่อาจยืนอยู่ได้อย่างมั่นคงและสุขสบาย ทำให้คนดีๆเหล่านั้นต้องหันเข้าไปหาคำสอนของพระพุทธองค์ตรงที่แก่น ไม่มาสนใจอยู่กับเปลือก คือแค่เรื่องการทำบุญทำทาน เพื่อให้มีความสุขเท่านั้น หากแต่ตรงไปยัง ไตรสิกขา คือ ศีิลสิกขา จิตตสิกขา และปัญญาสิกขา เลย เพื่อมุ่งตรงไปยังความพ้นทุกข์ หัวใจของพระพุทธศาสนาคือ อริยสัจจ์ ๔ ซึ่งมี มรรคอันองค์ประกอบ ๘ ประการ อันเป็นทางเดินของพุทธบริษัท ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔ จึงได้รับความสนใจอย่างล้นหลามเลยทีเดียว โดยเฉพาะในปัจจุบัน การเจริญสติในสติปัฏฐาน ๔ ในข้อ จิตตานุปัสสนา กำลังได้รับความสนใจและนิยมเป็นอย่างมาก เพราะหากเข้าใจหลักของการปฎิบัติได้ จะสามารถปฎิบัติได้ง่าย ได้ทุกที่ และทุกเวลาเลยทีเดียว เป็นกำไรมหาศาลของผู้ที่ได้เดินตามทางนี้ เป็นการพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสเลยทีเดียว
หากลุงพุฒเข้าใจไม่ผิด ประเทศไทยน่าจะเป็นประเทศแรกๆที่เริ่มเห็นโทษของ "ทุนนิยม-โลกอภิวัตน์" กันอย่างชัดเจน และเป็นต้นกำเนิดหรือเป็นจุดกำเนิดทฤษฎีเศรษฐกิจใหม่ ที่หนีออกจากทฤษฎีเศรษฐกิจเดิมๆของโลกที่มีทางเลือกเพียง 3 ทาง คือ ทุนนิยม-คอมมิวนิสต์-สังคมนิยม ที่เป็นทฤษฎีที่ขาดความสมบูรณ์ในตัวเองทั้ง 3 ทฤษฎี เพราะเป็นการมองโลกในแง่เดียวเท่านั้น
เรามีองค์พระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ เป็นโพธิสัตว์ผู้มากด้วยบารมี และทรงเสนอแนวทฤษฎีที่ได้ทำการทดลองมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนไม่อาจเรียกได้ว่า "ทฤษฎี" หรือ "แนวคิด" และมิใช่เพียง "ปรัชญา" หากแต่เป็น "หัวใจ" ในการพัฒนาเศรษฐกิจของโลก ในยามที่ทรัพยากรต่างๆกำลังเกิดการขาดแคลน และสิ่งแวดล้อมกำลังวิกฤติมากๆอย่างที่ไม่อาจเยียวยากลับคืนมาให้ดีดังเดิมได้ในระยะ 100 - 200 ปี ต่อจากนี้
ลุงพุฒแน่ใจว่าเศรษฐกิจพอเพียงนั้น องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพัฒนาขึ้นมาจากแนวทางการดำเนินชีวิตของชาวพุทธ ซึ่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงวางไว้ให้ เพราะสัมผัสได้ถึงเรื่องของ สมถะ และ สันโดษ เจือผสมอยู่ด้วย ซึ่งครั้งหนึ่งเมื่อราวๆ 15 ปีก่อน เคยมีบทความจากอาจารย์ท่านหนึ่งของ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย เขียนโจมตีแนวทางการดำเนินชีวิตทางพระพุทธศาสนาในหนังสือพิมพ์มติชน มีใจความสำคัญว่า สมถะและสันโดษ ของพระพุทธศาสนาคือตัวสกัดกั้นมิให้ประเทศเกิดการพัฒนา
ลุงพุฒเขียนมายืดยาวพอสมควร กับเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง ก็เพื่อให้หลายๆท่านได้ตระหนักถึงความสำคัญ และพยายามเข้าใจในแนวคิดและปรับใช้กับชีวิตของตนเองให้ได้ เพราะเศรษฐกิจพอเพียงเหมาะอย่างยิ่งกับประเทศไทย ประเทศซึ่งมีดาวพฤหัสบดีและดาวเสาร์กุมกันอยู่ในเรือนมรณะของดวงเมือง เราควรที่จะเดินตามแนวทางชีวิตแบบพอเพียง ไม่ใช่แนวทางการใช้ชีวิตอย่างยากจน หรืออย่างอัตคัต แต่ใช้ชีวิตอย่างพอเพียงตามฐานะของตน จะได้ไม่ต้องเป็นทุกข์ เป็นหนี้ และร้อนรนกันจนไม่มีความสุขในชีวิต ต้องดิ้นรนจนไม่อาจมีเวลาให้จิตใจพักผ่อน เพราะต้องวิ่งไล่หาความสุขที่ไม่เคยได้พบได้เจอจริงๆเลย วางเศรษฐกิจทุนนิยมลงไปบ้าง เติมด้วยเศรษฐกิจพอเพียง และพัฒนาจิตใจด้วยการเจริญสติ ด้วยสติปัฏฐาน ๔ กันเถิด และเมื่อใดที่ท่านได้เอาสติปัฏฐาน ๔ เจือเข้ากับการดำเนินชีวิตได้แล้ว เป็นอันมั่นใจไ้ด้เลยว่า ชีวิตของท่านจะปลอดภัย ทั้งในชาตินี้ และชาติต่อๆไป จนไปถึงซึ่งที่สุดของทุกข์ ไม่ต้องมาเกิดมาตายมาแก่งแย่งชิงดีเอาตัวรอดกันอีก
"ผู้ใดปรารภสติปัฏฐาน ๔ ผู้นั้นปรารภมรรค" พระพุทธองค์ทรงกล่าวเอาไว้ชัดเจนแล้ว ในสติสูตร ว่าผู้ที่ฝึกหัดเจริญสติปัฏฐาน ๔ ตามที่ปรากฎในมหาสติปัฏฐานสูตร ย่อมเป็นผู้ที่เดินตามทางอริยมรรคอันมีองค์ประกอบ ๘ ประการ ส่วนที่ลุงพุฒเอามาพูดชักชวนกันให้เจริญสติด้วยสติปัฏฐาน ๔ ก็เพราะว่า องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทางแนะนำเอาไว้ใน มิตตสูตร ว่าควรแนะนำเพื่อนให้หันมาเจริญสติปัฏฐาน ๔
เฉไฉออกไปนอกเรื่องของโหราศาสตร์ไปหน่อยนะครับ กลับมาพูดถึงวงกลมที่ 2 ที่ลุงพุฒได้วงกลมเอาไว้ นั่นก็คือ ดาวพลูโต (พ) จร ที่มากุมดาวพฤหัสบดีและดาวเสาร์ ดาวพลูโตเมื่อจรมากุมดาวพฤหัสบดีและดาวเสาร์ในดวงเมือง ทำให้เกิดเหตุการณ์ตามธรรมชาติที่ส่งผลเสียหายหลายประการ ประการแรก เป็นเรื่องของภัยพิบัติตามธรรมชาติ ปรากฎการณ์ที่มีน้ำท่วมเนืองนองนานนับเดือน และเกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวง ก็เกิดขึ้นเพราะอิทธิพลของดาวดวงนี้ หรือแม้แต่ปรากฎการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นเืมื่อไม่กี่วันมานี้ที่เชียงใหม่ ก็เป็นผลของดาวดวงนี้อีกเช่นกัน และดาวดวงนี้ยังอยู่อีกหลายปี ยังจะส่งผลกระทบต่อปรากฎการณ์ธรรมชาติ ที่จะทำให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อไป เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องระมัดระวัง ไม่ใช่ปัญหาเพียงแค่ "น้ำมาก-น้ำน้อย" หรือ "แผ่นดินไหว" เท่านั้น แต่ยังมีปัญหาเรื่อง "ไฟไหม้" และ "โรคระบาด" ที่ยังต้องระมัดระวังอีกด้วย ถ้าให้คิดอย่างระแวง ก็ยังอดคิดถึงเรื่องไข้หวัดนก ที่อาจกลับมาระบาดได้ใหม่อีกตามฤดูกาล หากเตรียมการรับมือไม่ดี ก็จะเป็นการระบาดที่รุนแรงอย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีตก็ได้
ดาวพลูโตมิได้มีผล หรืออิทธิพลเฉพาะในเรื่องของปรากฏการณ์ธรรมชาติเท่านั้น หากแต่ยังมีผลต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยด้วย หลายท่านเคยตามอ่านงานของลุงพุฒในตอนก่อนๆก็ทราบว่า เศรษฐกิจของไทยกำลังเข้าไปสู่จุดอันตราย เพราะดาวพฤหัสบดีจรเดินเข้าไปสู่ในเรือนมรณะของดวงเมือง (จากรูป ดูวงกลมที่ 3) ทำให้ความสามารถในการหารายได้ และควบคุมรายจ่าย ของประเทศ และของประชาชนในประเทศ กำลังเดินเข้าไปสู่วิกฤติ แต่คราวก่อนๆนี้ ลุงพุฒไม่ได้เอ่ยถึงดาวอีกดวงหนึ่ง ที่ส่งผลหรือแสดงอิทธิพลในลักษณะ "กัดกร่อน" หรือ "บล็อค" ของเศรษฐกิจไทย ซึ่งก็คือดาวพลูโต
ดาวพลูโตมีอิทธิพลต่อการเจริญเติบโตของระบบเศรษฐกิจไทย ส่งผลกระทบทางด้านลบ เพราะจะเกิดปัญหากระทบต่อระบบเศรษฐกิจ เกิดรายจ่ายที่ไม่ก่อให้เกิดการพัฒนา ไม่ใช่ประเด็นเพียงเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติเท่านั้น ยังมีอิทธิพลจากต่างชาติ ที่จะเข้ามาทำลายความแข็งแกร่งต่อเศรษฐกิจไทยด้วย ซึ่งเรื่องนี้ได้เกิดขึ้นไปแล้ว และยังคงส่งอิทธิพลทำลายความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทยด้วย เรื่องนั้นก็คือ การเก็งกำไรค่าเงินบาท ตามที่ลุงพุฒได้เคยกล่าวไ้ว้ก่อนหน้านี้แล้ว แม้ว่าในที่สุดทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้เริ่มขยับตัว ออกมาตรการแก้ไขปัญหานี้ก็ตาม แต่ก็น่าสงสัยว่า มาตรการในการขอความร่วมมือไปยังธนาคารพาณิชย์นั้น มันเพียงพอหรือไม่ เพราะลุงพุฒค่อนข้างแน่ใจว่า ได้มีความพยายามสร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาทที่รุนแรงมากยิ่งขึ้นด้วย เพราะเพียงสัปดาห์เดียว ค่าเงินบาทสามารถแข็งตัวขึ้นได้ 50 สตางค์ต่อดอลลาร์สหรัฐได้ เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจมากทีเดียว
หากจะถามว่า ในภาวะเช่นนี้ จะทำกำไรจากการที่ค่าเงินบาทแข็งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำไม่ยากเลยครับ แค่เราทำสัญญากู้ยืมเงินดอลลาร์ล่วงหน้า 1 ล้านดอลลาร์ เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา นำมาเปลี่ยนเป็นเงินบาท จะได้เงิน 40 ล้านบาทโดยสัญญาว่าจะใช้คืนเงินดอลลาร์ในอีก 6 เดือนข้างหน้า 1 ล้านดอลลาร์ พร้อมดอกเบี้ยอีก 5% เมื่อครบกำหนดที่ได้ทำสัญญาไว้ ลุงพุฒจะต้องใช้คืนเป็ฯเงิน 1 ล้าน สองหมื่น ห้าพัน ดอลลาร์ แต่ลุงพุฒก็ใช้เงินเพียง 37 ล้านบาท ไปซื้อเงินดอลลาร์คืน ได้กำไร 3 ล้านบาท เท่านี้ก็ได้กำไรกว่าการฝากเงินหลายเท่าโดยที่ไม่ต้องลงทุนอะไรเลย หรือหากใช้เวลาเพียงช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ค่าเงินขึ้นบาทแข็งขึ้นถึง 50 สตางค์ ก็สามารถทำกำไรได้เกือบ 5 แสนบาท แต่ในขณะที่ได้กำไรเช่นนี้ ทำให้ประชาชนคนไทยอีกเท่าไหร่ที่ต้องเดือดร้อน เพราะราคาสินค้าตกต่ำ ขายของไม่ได้ ไม่มีเงินใช้หนี้ใช้สิน และถูกยึดทรัพย์สินชดใช้เงินกู้ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นแน่นอน เพราะมีคนออกมาการันตีว่า ค่าเงินบาทจะยังแข็งตัวต่อไป ทำให้มีคนสนใจที่จะเข้ามาเล่นเกมส์นี้อีกมาก ค่าเงินก็จะแข็งตัวรวดเร็วขึ้นไปอีก อาจจะแข็งขึ้นอีก 2 บาท ในเดือนมีนาคมนี้ ตามคำทำนายของบริษัทฯต่างชาติ
แม้ว่าหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่อย่างไทยรัฐ จะนิยมชมชอบเชียร์ค่าเงินบาทที่แข็งตัวขึ้นเรื่อยๆ จะด้วยเหตุผลว่าทำให้ลดค่าใช้จ่ายด้านการนำเข้ากระดาษได้หรืออย่างไรก็ตาม แต่ลุงพุฒเองกลับมีความเห็นว่า เมื่อใดก็ตามที่มีการปรับตัวในลักษณะนี้ เป็นเรื่องที่อันตรายมาก เพราะแสดงถึงสมดุลที่กำลังเปลี่ยนไป และหากสมดุลใหม่นั้นอยู่ไกลเกินกว่าที่ระบบเศรษฐกิจไทยจะทานรับไหว จะเกิดอะไรขึ้น ก็คงจะจินตนาการได้ไม่ยากนัก จากคำทำนายของบริษัทฯ ธนกิจต่างชาติ ก็ทำนายเอาไว้ว่า เมื่อค่าเงินแข็งขึ้นอีก 2 บาท ในเดือนมีนาคมนี้ จะเป็นต้นกำเนิดแห่งความผันผวนของค่าเงิน และค่าเงินบาทจะตกลงต่ำอย่างรวดเร็ว เป็นไปตามคำทำนายก็ได้ เพราะเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน มักแปรปรวนจากความเชื่อของบรรษัทต่างชาิติที่ค้าเรื่องเงินเป็นหลัก หาใช่เกิดจากภาพสะท้อนจากเศรษฐกิจที่แท้จริงไม่
พฤติกรรมการแข็งตัวของค่าเงินบาทที่ค่อยเพิ่มขึ้นมาอย่างช้าๆ ตรงกับพฤติกรรมของอิทธิพลของดาวพลูโต แสดงถึงอิทธิพลของดาวพลูโตกำลังส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาทอย่างชัดเจนทีเดียว และยังไม่จบในเร็ววันนี้ด้วย แต่ยังส่งอิทธิพลต่อเนื่องไปอีกหลายปี และจะส่งผลกระทบรุนแรงที่สุดในปี 2552 เลยทีเดียว ลุงพุฒมีความเห็นว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย และรัฐบาล จะต้องทำอะไรที่มากกว่านี้ เพื่อหยุดมิให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะจะส่งผลกระทบต่อสินค้าส่งออกที่เราใช้ทรัพยากรในประเทศเป็นส่วนใหญ่ เช่น สินค้าเกษตร และจะส่งผลทำให้เกษตรกรของเรา ซึ่งเป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศต้องเืดือดร้อน ไม่สามารถนำเงินไปใช้หนี้ที่ก่อตัวขึ้นในรัฐบาลก่อนหน้านี้ ทั้งกองทุนหมู่้บ้าน รวมทั้งการแปลงทรัพย์สินเป็นทุน และอื่นๆ ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาทางเศรษฐกิจที่รุนแรง เมื่อ GDP ของประเทศลดลงติดต่อกัน 3 ไตรมาส แสดงถึงภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างแท้จริง
ขอข้ามไปคุยเรื่องวงกลมที่ 5 ดาวเนปจูนที่อยู่ในเรือนกัมมะ บ่งชี้ว่า เรากำลังมี "หนอนบ่อนไส้" อยู่ในระดับสูงของประเทศ ซึ่งลุงพุฒไม่ต้องบอกว่าเป็นใคร ก็น่าจะมีผู้สังเกตเห็นได้เช่นกันครับ หากติดตามสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้ จะทราบว่า มี "หนอนบ่อนไส้" ที่คอยขัดขวางการปราบปรามทุจริต และรวมถึงมีความสามารถกุมทิศทางเศรษฐกิจได้ด้วย ใครที่เอ่ยขึ้นมาว่า ค่าเงินบาทของไทย จะต้องแข็งตัวขึ้นอีก ทั้งๆที่พื้นฐานเศรษฐกิจของไทยไม่ได้เข้มแข็งขนาดนั้น และอ่อนแอกว่าประเทศจีน แต่ประเทศจีนไม่เคยเลยที่จะกล่าวอ้างเช่นนี้ ทั้งๆที่ เป็นประเทศที่มีเิงินทุนสำรองที่มากที่สุดในโลกแล้วก็ตาม จะเป็นใครก็เหลือบมองติดตามข่าวคราวในหน้าหนังสือพิมพ์เอาเองนะครับ
ส่วนวงกลมที่ 4 คือดาวเสาร์กำลังเดินเข้าสู่เรือนปุตตะของดวงเมือง แต่กำลังเดินถอยหลัง แล้วเดินหน้าอีกทีในประมาณก่อนวันสงกรานต์สัก 1-2 วัน บ่งชี้ว่า สถานการณ์ทางการเมืองจะเขม็งเกลียวขึ้น รวมทั้งภัยพิบัติทางธรรมชาติจะส่อออกไปในทิศทางที่รุนแรงมากขึ้น ดาวเสาร์เดินถอยหลังตั้งแต่วันที่ 6 ธันวาคม 2549 เวลา 08:02 น. ส่งผลให้เกิดการปรับตัวในระบบของธรรมชาติ และเกิดแผ่นดินไหวเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วันถัดมา นับแต่นี้ต่อไปจนถึงเดือนเมษายน ตลอดไปจนถึงเดือนกรกฎาคม จะต้องระวังเรื่องของธรรมชาติที่อาจเกิดภัยแล้งรุนแรงขึ้นเช่นกัน แต่หากเราวางแผนการจัดการน้ำที่ดี เรากักเก็บน้ำเอาไว้มากพอ ก็น่าจะเป็นไปได้ที่เราจะไม่ต้องพบกับวิกฤติการขาดน้ำอีก แต่หากเราหลงประมาทไป เราอาจจะได้พบกับภาวะแล้งวิกฤติต่อเนื่องจากน้ำท่วมยาวนาน ซึ่งไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ในธรรมชาติปกติ เราจึงควรที่จะวางแผนรับมือเอาไว้ให้ดีๆ แล้วเราจะได้รับความสำเร็จที่น่าภูมิใจ และเป็นพื้นฐานที่จะทำให้ประเทศชาติโดยรวมเกิดความแข็งแกร่ง เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเฉพาะเมื่อเราตัดสินใจแล้วว่า เราจะเดินไปตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง
สวัสดีครับ
ลุงพุฒ
16 ธันวาคม พ.ศ.2549
|