|
Bomb in Bangkok
สวัสดีครับ
ก่อนปีใหม่ ลุงพุฒทานข้าวมื้อเล็กๆกับครอบครัว มีเพียงผัดถั่วลันเตาและผัก ใส่เนื้อปลาและแฮม แต่อิ่มอร่อยกันทั้งครอบครัว เพราะมีคนแอบชมให้ฟังว่า ฝีมือผัดระดับเหลา ผักทั้งกรอบและหวาน ส่วนลูกชายก็เอร็ดอร่อยกับเนื้อปลาที่หอมกระเทียมเจียวและซอสหอยนางรม
ปีนี้ลุงพุฒไม่ไปไหนในวันปีใหม่จริงๆนะครับ ใช่ว่าเขียนเตือนผู้อื่นแล้วตัวเองกลับแอบหนีไปเที่ยว เพราะข้อเท็จจริงจากดวงดาวบนท้องฟ้า บ่งชี้ถึงสถานการณ์ที่ค่อนข้างตึงเครียดทีเดียว หากท่านใดติดตามคอลัมน์ของลุงพุฒในนิตยสาร บางกอก และ ตะวัน อาจได้อ่านข้อความเตือนของลุงพุฒที่แนะนำไม่ให้ออกไปเที่ยวไหนนอกบ้าน แนะนำให้อยู่บ้าน เว้นน้ำเมา และสวดมนต์ไหว้พระ เพื่อเป็นสิริมงคล ส่วนท่านผู้ติดตามคอลัมน์ทางเว็บ อาจได้รับคำเตือนที่ไม่ค่อยชัดเจนนัก มีเพียงแต่ให้ระมัดระวังอุบัติเหตุ ของมีคม อาวุธ และความประมาท (ดูที่นี่) แต่ไม่ได้เตือนเรื่องการก่อวินาศกรรม เพราะลุงพุฒจินตนาการไปไม่ถึง ลืมนึกไปถึงข่าวที่มีว่า จะมีการก่อวินาศกรรมในกรุงเทพฯ และคิดว่า เท่าที่เตือนไป หากว่าไม่ออกจากบ้านไปเฉลิมฉลองนอกบ้านแล้วก็น่าจะพอ ถ้าพูดมากไป ก็อาจจะเกิดข่าวตื่นกลัวกันเกินไป เป็นประสบการณ์สอนตัวเอง ว่าให้พูดให้เคลียร์กว่านี้ แต่จะเคลียร์อย่างไรที่จะไม่ทำให้เกิดความแตกตื่นเกินจริง ยังเป็นเรื่องที่ลุงพุฒต้องฝึกฝนหาประสบการณ์ต่อไปอีกหน่อย

มาดูดาวบนท้องฟ้ากันนะครับ หลายๆท่านคงเห็นคล้ายๆกันอย่างนี้มาก่อนแล้วนะครับ เพราะลุงพุฒเคยนำขึ้นในคราวก่อนมาแล้วหนหนึ่ง แต่คราวนี้ลุงพุฒจะขอวิเคราะห์เฉพาะเหตุที่เกิดการระเบิดอีกครั้งครับ
ดวงดาวตัวแรกที่ทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย ก็คือ ดาวพฤหัสบดี (5) ที่อยู่ในเรือนมรณะ และอยู่ในจุดเคราะห์ บ่งชี้ว่า บ้านเมืองไม่สงบสุข ซึ่งลุงพุฒเคยวิเคราะห์เอาไว้ค่อนข้างเยอะแล้วนะครับ
ตัวที่ชี้ให้ระวังเรื่องการก่อวินาศกรรม คือ ดาวเนปจูน (น) ตัวมูลเหตที่ชี้ให้ระวังเรื่องอุบัติเหตุ ของมีคม อาวุธ ก็คือ ดาวอังคาร (3) ที่อยู่ในเรือนมรณะ และส่งรัศมีสีแดงถึงลัคนา ตัวที่ทำให้เกิดข่าวร้าว คือ ดาวพุธ (4) และดาวเสาร์ (7) ที่ส่งรัศมีสีแดงกดไปที่ดาวพุธเดิม ตัวที่ทำให้เกิดความตกอกตกใจก็คือดาวศุกร์ (6) ส่วนตัวที่กดให้เกิดเหตุในวันนี้ก็คือ ดาวอาทิตย์ (1) และดาวเกตุ (9) ลุงพุฒขอบันทึกเหตุการณ์ และเหตุการณ์บนท้องฟ้าเอาไว้ตรงนี้ก่อน
เช้าวันปีใหม่ ลุงพุฒนั่งติดตามข่าว เห็นมีคำพยากรณ์ด้านร้ายของบ้านเมืองเอาไว้มากมาย ก็มาคิดว่า บ้านเมืองจะแย่ขนาดนั้นเชียวหรือ เพราะลักษณะของดวงดาวที่เข้าทางแบบนี้ ไม่ใช่ว่าจะเพิ่งเกิด แต่การเตือนในลักษณะ positive warnning หรือ การเตือนเผื่อเอาไว้ก่อนก็จะดี แต่ก็น่าจะบอกกันด้วยว่า เราจะต้องทำอะไรกันบ้าง จึงจะผ่านพ้นวิกฤติไปได้ ก็ไม่แน่ใจนะครับว่า บางทีโหราจารย์ใหญ่ๆท่านก็อาจกล่าวเตือนเอาไว้ แต่ว่าเมื่อผ่านการตัดต่อออกทีวีแล้ว อาจมีการตัดออกไป เพื่อสร้างความน่าสนใจให้มากขึ้น ซึ่งเป็นวิถีทางของคนทำข่าวหรือทำทีวี หากดูเรียบง่ายเกินไป ไม่แรงพอ รายการก็มีความนิยม (หรือ rating) ไม่ดี ซึ่งจะมีผลต่อการหาโฆษณาหรือผู้สนับสนุนรายการ ก็เป็นได้
กลับมาพูดถึงเศรษฐกิจของประเทศไทย มีหลายคนพยายามย้ำกันเหลือเกินว่า เศรษฐกิจของประเทศไทยจะต้องเกิดการล่มสลายในปี พ.ศ. 2551 โดยดูเหตุการณ์เทียบกับเหตุการณ์ พ.ศ. 2540 ที่เคยเกิดขึ้น แต่ในทัศนะของลุงพุฒแล้ว ไม่อาจยืนยันได้ขนาดนั้นหากเราจะย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ในอดีตที่มากกว่านั้น ลองอ่านที่ลุงพุฒเขียนเอาไว้ในตอนที่ 13 - 15 นะครับ ลุงพุฒเขียนเอาไว้เกือบปีแล้วครับ (ตอนที่ 13/1, 13/2, 14, 15) และอย่าลืมตอนที่ 30 ด้วยนะครับ เราจะได้มองเห็นทางออกของปัญหา และไม่สิ้นหวังครับ
ที่ลุงพุฒแนะนำให้กลับไปอ่านข้อความเก่าๆ ก็เพราะมีจุดประสงค์อันสำคัญคือ ไม่ให้เกิดความสิ้นหวังในเรื่องของอนาคต ที่มีโหราจารย์ใหญ่ๆออกมาทำนายในทางร้ายมาก จนดูเหมือนจะสิ้นหวังจริงๆ ลุงพุฒตั้งใจจะบอกว่า เศรษฐกิจของประเทศ และรวมทั้งสถานการณ์อื่นๆ ไม่มีเรื่องใดที่จู่ๆจะเกิดการพังครืนลงมาในพริบตาโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวมาก่อน ทุกเรื่องต้องมีเหตุ เป็นไปตามหลักการของอิทัปปัจยตา หรือ การเป็นไปตามเหตุ เป็นไปตามปัจจัย เมื่อเรื่องราวในบ้านเมืองเป็นไปตามเหตุเป็นไปตามปัจจัย ก็ไม่มีเรื่องใดที่เกิดขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วน จนตั้งตัวตั้งรับกันไม่ทัน ทุกๆเรื่องมีการพัฒนาของมันตั้งแต่เรื่องนั้นยังเล็กๆอยู่ และจะส่งสัญญาณออกมาเป็นระยะๆ หากเราไม่เพิกเฉยต่อสัญญาณต่างๆที่เกิดขึ้น เราย่อมคาดหมายได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น หากเรายังปล่อยให้เหตุการณ์ต่างๆพัฒนาไปตามเหตุและปัจจัยเดิมๆ แ่ต่หากเราเพิ่มเติมหรือแทรกแซงเหตุและปัจจัย การพัฒนาของเหตุการณ์ต่างๆก็จะแปรเปลี่ยนไป อาจจะเปลี่ยนไปในทางที่ทำให้สถานการณ์ต่างๆดีขึ้น หรืออาจจะไปเสริมให้สถานการณ์ต่างๆรุนแรงและรวดเร็วขึ้นก็ได้ ดังปัญหาที่เกิดขึ้นกับ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็เป็นได้
พุธศาสนาไม่ได้กล่าวถึงความเป็นเหตุเป็นปัจจัย หรือ อิทัปปัจยตา แต่เพียงเท่านั้น พุทธศาสนายังกล่าวถึงเรื่องของปัญญา และสิกขา (สิกขาเป็นภาษาบาลี หากเขียนเป็นภาษาสันสกฤตเราจะเข้าใจได้ทันที เพราะสันสกฤตเขียนว่า "ศึกษา") พุทธศาสนาสอนให้เราสิกขา และใช้ปัญญาเป็นเครื่องตัดสินใจ สอดคล้องกับแนวทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน ที่สอนให้มีการศึกษา (ด้วยการทดลอง การเ้ฝ้าติดตาม และหลากหลายวิธีกว่านั้น) และใช้ความรู้มาเป็นเครื่องมือในการตัดสินใจ เพื่อให้การตัดสินใจได้ถูกต้อง นำไปสู่การพูดและการทำที่ถูกต้อง เพียงแต่เป้าหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา และวิทยาศาสตร์ปัจจุบันนั้นต่างกัน ความรู้ที่นำมาใช้ หรือแม้แต่วิธีการแสวงหาความรู้หรือศึกษานั้น ก็ต่างกัน (จนบางวิธีการมีความโหดร้ายจนปลิดชีวิตผู้อื่นก็มี)
การรับมือกับวิกฤติ สิ่งที่ต้องรู้จักให้ถ่องแท้ มี 2 เรื่องหลักๆ เรื่องแรกคือตัวเรา เรื่องที่สองคือ สถานการณ์แวดล้อม หากเรารู้จักตัวเรา แต่ไม่รู้จักสถานการณ์แวดล้อม ตามตำราพิชัยสงครามบ่งบอกว่า โอกาสแพ้ โอกาสชนะ มีพอๆกัน แต่หากไม่รู้จักตัวเรา โอกาสชนะไม่มีเลย แม้จะรู้จักสถานการณ์ได้ถ่องแท้ อย่างดีก็ทำได้เพียงแค่เอาตัวรอดจากสถานการณ์ต่างๆอย่างสะบักสะบอม แต่หากไม่ต้องการเป็นผู้แพ้ ก็ต้องรู้จักตัวเรา และรู้จักสถานการณ์ที่ล้อมรอบตัวเราให้ถ่องแท้ แล้วท่านจะไม่มีทางแพ้แน่นอน ส่วนจะเป็นผู้ชนะได้มากน้อยอย่างไร ก็แล้วแต่ความพร้อมของตัวเรา กับความรุนแรงของสถานการณ์นั่นล่ะครับ
สำหรับปี พ.ศ.2550 ลุงพุฒเชื่อว่า เป็นช่วงเวลาที่เราควรกลับมาสู่การศึกษาตัวเอง รู้จักตัวเองให้ถ่องแท้ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นรุมเร้า อย่างน้อยถ้าเราไม่อาจเอาชนะสถานการณ์ต่างๆได้ เราก็ยังไม่แพ้ และยังมีกำลังเหลือที่จะเอาชนะเมื่อเอาสถานการณ์อำนวยให้
พระพุทธศาสนา ได้ตระเตรียมวิธีการศึกษาตัวเองเอาไว้ให้อย่างพร้อมมูล หากลุงพุฒเ่อ่ยขึ้นว่า มหาสติปัฏฐานสูตร หลายๆท่านก็อาจรู้สึกยี้ขึ้นมา แต่ลองอ่านดูนะครับ ศึกษาเอาไว้ก็ไม่เสียหายอะไร ลองคลิ้กที่ชื่อพระสูตรเลยนะครับ แต่หากบางท่านไม่อยากอ่านหนังสือที่มีภาษาสำนวนโบราณ ซึ่งอ่านแล้วอาจจะเข้าใจยากสักนิด ก็ลองทำตามคำแนะนำง่ายๆของลุงพุฒก็ได้นะครับ ลุงพุฒก็ฟังมาจากครูบาอาจารย์ของลุงพุฒเองนะครับ ครูบาอาจารย์ลุงพุฒก็แนะนำไว้ว่า ในระหว่างวัน ก็รู้สึกตัวให้บ่อยๆ จะรู้สึกตัวเมื่อขยับกายก็ได้ หรือจะรู้สึกตัวเมื่อเกิดอารมณ์แรงๆ เช่น โกรธ ก็ได้ หรือจะรู้ตัวว่าเผลอคิด เผลอเหม่อลอย หรือจะรู้ตัวว่า ลืมกาย ลืมใจ เหลือแต่เรื่องที่กำลังสนใจ ก็ได้อีก ส่วนตกเย็นก็อาจจะสวดมนต์ ไหว้พระ ทำสมาธิ เดินจงกรม เสริมบ้าง ทำไปเรื่อยๆ ไม่เร่งรีบ ไม่เคร่งเครียด เพราะเราไม่ได้ทำเพื่อเอาอะไรเลย แต่เราทำเพื่อสิกขาหรือศึกษาตนเอง เพื่อจะได้ไม่เป็นผู้แพ้ หากท่านสนใจในเรื่องนี้จริงๆ ลุงพุฒก็ขอแนะนำเว็บไซต์นี้ ซึ่งมี section แยกเฉพาะสำหรับผู้ที่สนใจจะสิกขาหรือศึกษาตนเองนะครับ ห้องสติปัฏฐาน ๔
สวัสดีปีใหม่ครับ
ลุงพุฒ
1 มกราคม พ.ศ.2550
|