กับสถานการณ์หนาวๆร้อนๆ ไม่รู้ว่าภัยจะมาถึงตัวเองหรือไม่ คนกรุงเทพฯในระยะนี้มีข่าวลือข่าวปล่อยออกมาให้อกสั่นขวัญแขวนไม่เว้นแต่ละวัน วันนี้ลุงพุฒไปฟังเทศน์ฟังธรรมในตอนเช้า ก็มีกัลยาณมิตรท่านหนึ่งสอบถามว่า ช่วงนี้จะมีปัญหาอะไรหนักๆหรือไม่ เพราะได้ยินได้ฟังคำเตือนจากครูบาอาจารย์ ให้ระวังรถไฟฟ้าใต้ดิน ประกอบกับได้ข่าวจากเพื่อนอีกท่านหนึ่งเล่าให้ฟังว่า วันก่อน (แต่ไม่ทราบว่าวันไหน) มีทหารบล็อคไม่ให้ประชาชนลงสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินอยู่ช่วงหนึ่ง ก็มาสอบถามลุงพุฒว่าช่วงนี้ดวงเมืองเป็นอย่างไร
ความจริงก็คุยไปเยอะแล้วนะครับ เกี่ยวกับเรื่องของดวงเมือง ลุงพุฒเป็นคนที่ไม่ชอบคุยเรื่องปัญหาเฉยๆ แต่ชอบที่จะคุยเรื่องของการแก้ไขปัญหาเสียมากกว่า หากมาคุยกันเรื่องปัญหา โดยเฉพาะปัญหาของคนอื่น แต่ไม่คิดจะแก้ไข หรือช่วยกันแก้ไข ลุงพุฒมีทัศนะว่า เป็นการเสียเวลาเปล่า เอาเวลาที่เสียไป ไปภาวนาดีกว่า อยู่กับวิหารธรรม (คือเครื่องอยู่ของจิต เช่น อานาปานสติ หรือบริกรรมพุทโธ) ยังจะเกิดประโยชน์เสียกว่า จิตมีกำลังจะได้เป็นพื้นฐานให้การเจริญสติมีความก้าวหน้าไปด้วยดี จิตมีความตั้งมั่น สติตัวจริงจะได้เิกิดขึ้น และเป็นหนทางสู่ปัญญา ตัดภพตัดชาติ พ้นเกิดพ้นตาย พ้นปัญหาที่วุ่นวายไม่รู้จบในสังสารวัฏฏ์
วันนี้ลุงพุฒเอาประวัติของหลวงปู่ทวดมาฝาก ลุงพุฒอ่านพบในหนังสือ ต่วย'ตูน ฉบับพอกเก็ตแมกกาซีน เป็นหนังสือที่น่าอ่านเล่มหนึ่ง เพราะเป็นการเล่าเรื่องราวของท่านซึ่งมีประสบการณ์ชีวิตมามาก มาเขียนเล่าเรื่องราวต่างๆในอดีต ทำให้เราได้ทั้งความผ่อนคลายจิตใจ และได้รู้เรื่องราวอันเป็นสาระไปพร้อมกัน ลุงพุฒอ่านหนังสือเล่มนี้ตั้งแต่ลุงพุฒยังเป็นเด็กๆ ไม่แน่ใจว่าตอนนั้นเป็นวัยรุ่นแล้วหรือยัง และเป็นหนังสือที่เก็บเอาไว้อ่านซ้ำได้อีกหลายๆครั้ง เพราะความสนุกและความบันเทิงไม่จืดจางลงไปเลย อยากจะสนับสนุนให้หลายๆบ้านที่มีลูกมีหลานกำลังอยู่ในวัยเรียน อยากให้ซื้ออ่านและเก็บไว้ให้เขาอ่าน โดยเฉพาะในช่วงปิดเทอม จะเป็นช่วงเวลาที่ดี เพราะเด็กๆจะว่างกัน การได้อ่านเรื่องราวในหนังสือเล่มนี้ จะให้ทั้งความบันเทิงและสาระ อีกทั้งยังทำให้เขาได้ใช้จินตนาการจากการอ่านด้วย ซึ่งจะดีกว่าการใช้เวลาไปกับการดูทีวี และเล่นเกมส์ ที่ไม่พัฒนาการใช้สมองเพื่อจินตนาการ และยังทำให้ห่างไกลจากความเป็นมนุษย์ เพราะไปอยู่ในโลกที่สมมุติมากเกินไปด้วย
ลุงพุฒไปพบประวัติหลวงปู่ทวดในหนังสือต่วย'ตูน พอกเก็ตแมกาซีน ฉบับปีที่ 35 เล่มที่ 18 ปักษ์หลัง พฤษภาคม พ.ศ.2549 ในคอลัมน์ พระเครื่อง ตอน พระดี หลวงพ่อทวด วัดช้างไห้ ลองอ่านดูนะครับ
| ตามที่เล่ากันต่อๆมา หลวงพ่อทวดเป็นพระภิกษุสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้นสมณศักดิ์ที่ได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระมหาธรรมราชาเป็นที่ “พระราชมุณีสามีรามคุณูปมาจารย์” |
| ท่านเกิดเมื่อวันศุกร์ เดือนสี่ ปีมะโรง (พ.ศ.2125) ที่บ้านสวนจันทร์ ต.ชุมพล เมืองจะทิ้งพระ (อ.สทิงพระ จ.สงขลา ในปัจจุบัน) ในครอบครัวที่ยากจน มีอภินิหารหลายอย่างเกิดขึ้นแก่ท่าน เมื่อยังเป็นทารกมารดาบิดาตั้งชื่ว่า “ปู่” หรือต่อมาเรียกว่า “เจ้าปู่” บรรพชาเป็นสามเณรแต่อายุ 15 ปี กับสมภาร จวง วัดดีหลวง ย้ายไปเรียนเพิ่มเติมอีกหลายแห่งจนแตกฉาน อุปสมบทที่วัดสีมาเมือง เมืองนครศรีธรรมราช ฉายาว่า “สามีราโม” ศึกษาต่ออยู่ 3 ปี จึงกลับไปวัดเดิมที่เมืองจะทิ้งพระ |
| ท่านต้องการไปศึกษาต่อยังกรุงศรีอยุธยา จึงไปขอโดยสารเรือสำเภาของ นายอิน ณ ท่าเรือเมืองจะทิ้งพระ ระหว่างเดินทางอยู่ในทะเลหลายวัน เกิดดินฟ้าอากาศวิปริต ลูกเรือขาดน้ำดื่ม จึงเกิดอภินิหารขึ้น ทำให้ท่านได้รับฉายาว่า “ หลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด” แต่บัดนั้น |
| เมื่อถึงกรุงศรีอยุธยา พระภิกษุปู่ หรือสามีราโมภิกขุ จำพรรษาอยู่นอกเมืองที่วัดราชานุวาส (บางแห่งว่าวัดแค) ศึกษาเล่าเรียนอยู่ถึง 9 ปี (พ.ศ.2148 – 2157) จนมีความรู้แตกฉานทั้งด้านปริยัติและปฏิบัติ |
| ขณะนั้นพุทธศาสนาในประเทศลังการุ่งเรื่องมาก พระเจ้าวัฎฎคามินีแห่งเมืองลังกาเห็นว่า พระภิกษุในกรุงศรีอยุธยามีความรู้ทางบาลีน้อยกว่า ต้องการแสดงแสนยานุภาพทางพุทธศาสนาว่าเหนือกว่า จึงวางอุบายท้าพนันเรียบเรียงและแปลพระอภิธรรมทั้ง 7 คัมภีร์ |
| เจ้าเมืองลังกาได้เรียกพราหมณ์ 7 คนที่ไว้วางใจมาบอกอุบาย โดยนำทองคำมาหล่อด้วยบาลีเท่าใบมะขามจำนวน 84,400 ตัว ซึ่งถ้านำมาเรียงกันถูกต้องแล้วจะได้ตามจำนวนพระธรรมขันธ์ ให้พราหมณ์ทั้ง 7 บรรทุกเรือสำเภา 7 ลำ พร้อมด้วยของมีค่าเดินทางมายังกรุงศรีอยุธยา ท้าพนันให้ทางกรุงศรีอยุธยาหาผู้มาเรียบเรียงและแปลพระอภิธรรมให้ถูกต้องภายใน 7 วัน |
| สมเด็จพระมหาธรรมราชาทางให้ขุนศรีธนญชัย สังฆการี ป่าวประกาศหาภิกษุผู้เชี่ยวชาญภาษาบาลีมาสู้ ปรากฏว่าล่วงถึงวันที่ 6 ยังไม่มีภิกษุรูปใดรับอาสา สมเด็จพระมหาธรรมราชาทรงพระปริวิตกเป็นอันมาก จนรุ่งเช้าจึงมีพระภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งเข้าเฝ้า ทูลว่ามาจากเมืองตะลุง ขอรับอาสาเข้าแข่งขันแปลพระคัมภีร์ต่อหน้าพระพักตร์ พระภิกษุหนุ่มรูปนั้นคือพระภิกษุ “ ปู่” |
| เมื่อพระภิกษุปู่เรียงตัวอักษรบาลีทองคำหมดแล้ว ปรากฏว่ายังมีอักษรขาดไป 7 ตัว คือ สํ วิ ธา ปุ กะ ยะ ปะ ภิกษุปู่รู้ด้วยญานว่าพราหมณ์ทั้ง 7 คน เอาซ่อนไว้ในมวยผมคนละหนึ่งตัว จึงเอ่ยปากทวงถามขอให้เอาตัวอักษรบาลี 7 ตัวนี้ออกมาจากมวยผมท่านเสียเถิด เล่นเอาพราหมณ์ทั้งเจ็ดตกในยอมเอาตัวบาลีทองคำออกมาจากมวยผมและยอมแพ้ทันที ทันใดนั้นมโหรีก็ประโคมดังสนั่นเป็นการฉลองชัยชนะอย่างเด็ดขาด |
| สมเด็พระมหาธรรมราชาทางพอพระทัยมาก แต่จะปูนบำเหน็จอย่างใดภิกษุปู่ก็ไม่ยอมรับ จึงทรงพระราชทานสมณศักดิ์ให้เป็นที่ “ พระราชมุนีสามีรามคุณูปมาจารย์” แต่บัดนั้น |
| ท่านยังคงจำพรรษาอยู่ในกรุงศรีอยุธยาอีกนาน จนล่วงเข้าวัยชราจึงกลับภูมิลำเนาโดยเดินทางทางบกโดยตลอด จนถึงวัดพัทธสิงห์บรรพตพะโคะ ประชาชาชนจึงถวายฉายาว่า “ สมเด็จเจ้าวัดพะโคะ” อีกฉายาหนึ่ง สถานที่ที่ท่านเดินทางผ่านกลายเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ประชาชนพากันไปกราบไหว้บูชา และมีเรื่องเล่าขานถึงอภินิหารของท่านมาจนบัดนี้ |
| ระหว่างจำพรรษาอยู่ที่วัดพะโคะ ท่านได้กลับไปเฝ้าสมเด็จพระมหาธรรมราชาที่กรุงศรีอยุธยาอีก โปรดให้พระเอกาทศรถ พระราชโอรสจัดศิลาแลง 7 ลำสำเภา พร้อมด้วยช่างหลวงและเงินจากท้องพระคลังไปช่วยปฏิสังขรณ์บูรณะวัดพะโคะเป็นการใหญ่ และพระราชทานที่นาขยายอาณาเขตของวัดให้อีกกว้างขวางมาก |
| เล่ากันว่าเมื่อถึงวัยชรา ท่านได้แสดงปาฏิหาริย์หายไปพร้อมกับสามเณรน้อยองค์หนึ่งซึ่งนำดอกไม้ทิพย์ออกติดตามหาพระศรีอาริย์จนได้พบท่าน และในคืนวันเพ็ญนั้นเอง ชาวบ้านได้เห็นดวงไฟกลมโตบนท้องฟ้าเปล่งฉัพพรรณรังสีงดงามมาก กระทำทักษิณาวัฎอยู่ 3 รอบ แล้วหายไปทางทิศอาคเนย์ ชาวบ้านจึงแน่ใจว่าท่านได้ไปสู่พระนิพพานแล้ว (ปัจจุบัน เชื่อกันว่า แท้จริงท่านเป็นโพธิสัตว์ และรอตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ต่อไป มีนามว่า พระศรีอาริยเมตตรัย – ลุงพุฒ) เหตุการณ์นั้นล่วงเลยมาหลายร้อยปีแล้ว |
| เมื่อพระอาจารย์ ทิม ธมฺมธโร ซึ่งเดิมอยู่วัดนาประดู่ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ถูกส่งไปจำพรรษาที่วัดช้างไห้ (วัดราษฎร์บูรณะ) อำเภอโคกโพธิ์ เพราะขาดเจ้าอาวาสบำรุงวัด เนื่องจากวัดช้างไห้ตั้งอยู่ริมทางรถไฟที่จะไปยังด จ.ยะลา จ.นราธิวาส และประเทศมาเลเซีย พระอาจารย์ทิมจึงต้องรับภาระหนักกับผู้เดินทางผ่านในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อสงครามสงบ ท่านจึงเริ่มปฏิสังขรณ์วัดเป็นการใหญ่ และสร้างพระเครื่องหลวงพ่อทวดขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อ 18 เมษายน พ.ศ.2497 |
| เนื่องจากไม่มีใครเคยเห็นรูปลักษณ์ของหลวงพ่อทวด ท่านจึงสร้างรูปของหลวงพ่อทวดขึ้นจากคำบอกเล่าที่ปรากฏในนิมิตของผู้ที่อธิษฐานจิต มีหลวงพ่อสนอง (พระครูธรรมกิจโกศล) เจ้าอาวาสวัดทรายขาว ช่วยเสาะหาว่านต่างๆมาให้ เพื่อผสมกับดินกากยายักษ์ (ดินดำ) สร้างพระเนื้อผงขึ้น มีทั้งพิมพ์ใหญ่ พิมพ์กลาง และพิมพ์เล็ก แต่ละพิมพ์ยังมีหลายแบบหรือหลายบล็อก ส่วนใหญ่ใช้ไม้เสียบที่ก้นองค์พระเพื่อดึงออกจากแม่พิมพ์ได้สะดวก |
| พ.ศ. 2500 ได้สร้างเหรียญรุ่นแรกขึ้น เป็นเนื้อทองแดง ต่อจากนั้นในปี 2502 ได้สร้างเรียญรุ่นสอง กับรุ่นสาม ในปี พ.ศ.2504 |
| พ.ศ. 2505 ได้สร้างชนิดโลหะ (หลังเตารีด) ขึ้นเป็นครั้งแรก โดยพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมพลฑิฆัมพร เป็นผู้อุปถัมภ์ มีทั้งพิมพ์ใหญ่ พิมพ์กลาง และพิมพ์เล็ก และชนิดเนื้อเมฆพัด โดยนายช่างสวัสดิ์ เดชพ่วง (โรงหล่อวัดคอกหมู) อีกหลายรุ่น ในปีนี้ได้มีการสร้างรูปหล่อแบบลอยองค์ด้วย |
| พ.ศ. 2508 สร้างพระกริ่งฐานบัวรอบ และเหรียญรุ่นเลื่อนสมณศักดิ์ พระอาจารย์ทิม (เป็นพระครูวิสัยโสภณ) ปี 2509 สร้างเหรียญรูปเสมาหลังเจดีย์ กับเหรียญหลวงพ่อทวดยอดมน (เหมือนครอบแก้ว) ปี พ.ศ.2511 สร้างพระกริ่งรูปเหมือนหลวงพ่อทวดขนาดเล็ก |
| พระอาจารย์ทิม หรือพระครูวิสัยโสภณ มีความสนิทสนมผูกพันกับวัดเอี่ยมวรนุชมาก เมื่อเข้ามากรุงเทพฯจะมาจำดวัดที่วัดเอี่ยมวรนุชเสมอ ท่านได้นำพระหลวงพ่อทวดรุ่นต่างๆของวัดช้างไห้มามอบให้วัดเอี่ยมวรนุชเพื่อให้เช่าบูชาสมทบทุนสร้างพระวิหารด้วย วาระสุดท้ายเมื่อท่านอาพาธในปี พ.ศ. 2512 ก่อนจะเข้ารักษาโรคมะเร็งที่โรงพยาบาลศิริราช และมรณภาพเมื่อ 20 พฤศจิกายน 2512 ท่านก็ได้ทำพินัยกรรมไว้ที่วัดเอี่ยมวรนุช |
| ข้อความในพินัยกรรมตอนหนึ่งระบุว่า “ ให้แบ่งพระหลวงปู่ทวดเนื้อว่านที่ท่านปลุกเสกเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ.2505 ถวายแด่พระครูถาวรวรคุณ เจ้าอาวาสวัดเอี่ยมวรนุช จำนวน 200 องค์” |
| หลังจากนั้น วัดช้างไห้ก็ยังสร้างพระหลวงพ่อทวดอีกหลายครั้ง เมื่อ พ.ศ. 2529, 2535, 2536, 2537, และรุ่นย้อนยุค พ.ศ.2542 ไม่นับกที่สร้างวัดอื่น เช่น วัดทรายขาว พ.ศ.2537 และ พ.ศ.2542 วัดมหาธาตุ พระนครศรีธรรมราช พ.ศ.2538 วัดเอี่ยมวรนุช พ.ศ. 2541 กับ พ.ศ.2542 กับที่สร้างโดยวัดอื่นๆ คือ วัดพะโคะ (เมืองจะทิ้งพระ) วัดดีหลวง (สงขลา) วัดโตนดหลวง (เพชรบุรี) วัดเมือง (ยะลา) |
| รวมทั้งรุ่นที่กำลังมีความนิยมมากขึ้นของวัดประสาทบุญญาวาส (วัดขวิด สามเสน) พ.ศ. 2505 และ พ.ศ.2506 ที่จะเสนอในโอกาสต่อไปด้วย |
| “ วิรนทราศรม” |
อ่านจบแล้ว อย่าเพิ่งคิดว่าลุงพุฒเป็นนักเล่นพระเครื่องนะครับ ลุงพุฒไม่ชอบการสะสมพระเครื่องหรอกครับ แต่ก็เป็นคนที่จะได้รับพระเครื่องบ่อยๆอยู่เหมือนกัน ที่ห้อยคอแต่ละองค์ ลุงพุฒก็ไม่เคยไปเช่าหรือไปบูชาที่ไหน มีแต่คนเคารพนับถือให้กันมา แต่เหตุที่ลงพุฒคัดลอกเนื้อหาเกี่ยวกับพระเครื่องในตอนหลังมาด้วยนั้น ก็เพราะว่าลุงพุฒเองมีความคิดว่า หากจะคัดลอกของท่านผู้ใดมาก็ควรคัดลอกให้ครบถ้วน และเผื่อท่านที่ต้องการข้อมูลมากกว่าประวัติของหลวงปู่ทวดจะได้ประโยชน์ด้วย แต่ถ้าจะมาปรึกษาลุงพุฒ ในเรื่องพระเครื่อง หรือจะชวนลุงพุฒส่องพระเครื่องล่ะก็ ลุงพุฒต้องขออภัยจริงๆที่ไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะไม่มีความรู้ทางด้านพระเครื่องจริงๆครับ สัปดาห์นี้ ก็พอแค่นี้ก่อนนะครับ