|
ดวงเมือง ตอนที่ 41 ดุลบัญชีเดินสะพัด
สวัสดีครับ
เว้นว่างไปเกือบเดือนนะครับ ลุงพุฒพยายามหาแง่มุมใหม่ๆมาเขียนเกียวกับดวงเมืองบ้าง แต่ในหัวสมองลุงพุฒก็มีอยู่ไม่กี่เรื่องนัก เขียนไปก็คล้ายๆเดิม ก็เลยตกอยู่ในภาวะเขียนไม่ออก
อาศัยว่าช่วง 2-3 วันนี้ จำใจต้องลาป่วยเพราะเอ็นที่ข้อเท้าอักเสบ เป็นเพราะต้องเดินกับยืนนานมาก แล้วไม่ดูแลให้ดี ทำให้ต้องลางาน 2 วัน
ว่างๆไม่มีอะไรทำ ทำให้นึกถึงเรื่องที่ได้อ่านมาจากหนังสือพิมพ์ได้เมื่อ 2-3 วันก่อน เรื่อง ดุลบัญชีเดินสะพัด
ต้องย้อนกลับไปรื้อฟื้นความรู้สมัยที่เรียนมหาวิทยาลัย ปี ๑ วิชา ECON 101 ตอนนั้นลุงพุฒเลือกลงวิชานี้เพราะรุ่นพี่แนะนำว่า ช่วยดึงเกรดได้ และตัวเองก็อยากจะรู้ในวิชาเศรษฐศาสตร์อยู่ก่อนแล้ว ดูเป็นวิชาที่น่าพิศมัยมากกว่าวิศวกรรมไฟฟ้าที่ตัวเองตั้งใจสอบเข้ามาอยู่แล้ว (ยังเคยนึกเล่นๆครับว่า หากอยู่ในอเมริกาอาจจะเลือกเรียนวิชานี้ไปแล้ว)
แต่พอเอาเข้าจริงๆ กลับเป็นวิชาที่ลุงพุฒต้องรีบ Drop ทันทีทันควันที่เรียนคาบแรกเสร็จ เพราะเข้าไปถึง ก็เจอสมการ
ดุลบัญชีเงินสะพัด = ดุลการค้าและบริการ + ดุลเงินกู้และเงินลงทุน
ต้องขออภัยเอาไว้ก่อนนะครับ ว่าสมการที่แท้จริงเป็นอย่างไร และเรียกแต่ละเทอมว่าอย่างไร ลุงพุฒจำไม่ได้แล้ว จำได้แต่หลักการ ทำนองนี้ และที่จำได้อีกอย่างแม่นยำก็คือ ไม่นับรวมเอาการซื้อขายอาวุธสงครามเข้าไว้ด้วย ซึ่งลุงพุฒก็ไม่เข้าใจ ทำไมไม่นับรวมเข้าไป หรือว่าเป็นเพราะประเทศที่เป็นต้นเรื่องของวิชานี้ เป็นประเทศที่มีการส่งออกอาวุธสงครามขนานใหญ่ และต้องการปกปิดรายได้จากการนี้เอาไว้ จึงต้องเอาออกไปจากสมการนี้
พอเจอแบบนี้แล้วลุงพุฒก็เด้งเชือกหนีเลยครับ เพราะผิดไปจากความเข้าใจของตัวเอง ที่คิดว่า วิชาเศรษฐศาสตร์จะทำให้เราเข้าึถึงวิธีการที่จะทำให้ทุกคนกินดีอยู่ดี ไม่ว่าจะเป็น Macro Economics หรือ Micro Economics ก็ตาม น่าจะต้องสอดคล้องกัน ก็เลยรับไม่ได้
อยู่มาจนผมเริ่มหงอก(อย่างจริงจัง)แล้วนั่นล่ะครับ จึงได้รู้จักกับเศรษฐศาสตร์ที่ตัวเองมองหา คือ เศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งตอนนี้กำลังอ่านอย่างขะมักเขม้นอยู่
ย้อนกลับไปคุยเรื่อง ดุลบัญชีเดินสะพัด, ดุลการค้าและบริการ และดุลการชำระเงิน ก็แล้วกันนะครับ
เหตุที่วันนี้เรามาคุยเรื่องดุลบัญชีเดินสะพัดก็เพราะว่า เมื่อไม่นานมานี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยแถลงว่าประเทศไทยได้ดุล คือ มีดุลบัญชีเดินสะพัดได้ดุลราวๆ 5 หมื่นล้านบาท แยกเป็นดุลการค้าประมาณ 4 หมื่นล้านบาท และดุลการชำระเงินราวๆ 1 หมื่นล้านบาท
พอเห็นว่าเราได้ดุลการชำระเงินราวๆ 1 หมื่นล้านบาทเศษๆ ลุงพุฒก็สะดุ้ง และพยายามมองหาคำอธิบายของธนาคารแห่งประเทศไทย ว่าดุลการชำระเงินอีกราวๆ หมื่นล้านบาทนั้น เป็นเงินประเภทไหน แต่ไม่มีรายละเอียดเลย ก็เลยทำให้ยิ่งสะดุ้งหนักไปกว่าเก่าอีก เพราะอีกด้านหนึ่ง ลุงพุฒก็เห็นดวงของประเทศไทย ว่ากำลังเป็นอย่างไร

ก็อย่างที่ลุงพุฒวงกลามเอาไว้นั่นแหละครับ ดาวพฤหัสบดี (๕) จร ยังอยู่ในเรือนมรณะ ส่งรัศมีสีแดงถึงลัคนา และยังเดินถอยหลัง ในขณะที่ดาวเสาร (๗) จร อยู่ในเรือนพันธุ ส่งรัศมีสีแดงถึงลัคนา บ่งบอกชัดเจนว่าเศรษฐกิจไทยยังง่อนแง่นอยู่ และเหตุไฉนดุลการชำระเงินยังเป็นบวก ซึ่งมองได้ 2 ประการก็คือ
1.เป็นเงินลงทุน
2.เป็นเงินกู้
หากเป็นเงินลงทุน จะเป็นเงินลงทุนที่ไปลงที่ใด หากเป็นเงินกู้ จะเป็นเงินกู้ให้กับใคร?
เมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา ก็เพิ่งได้ทราบจากธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่ง ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยกำลังปรับเพิ่มดอกเบี้ยเงินกู้สำหรับบัตรเครดิตอีก 2% ซึ่งสวนทางกับนโยบายของรัฐบาลที่ให้ลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และเป็นการปรับที่มิได้มีการแถลงการณ์่เป็นทางการอีกด้วย น่าแปลกใจมั้ยล่ะครับ แบบนี้ลุงพุฒก็เดาได้เลยว่า การเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินกู้บัตรเครดิต มีจุดประสงค์เพื่อการกระตุ้น ดุลการชำระเงินให้เป็นบวก เพราะต้องการให้เงินกู้จากต่างประเทศไหลเข้าสู่ภายในประเทศ แต่อย่าลืมว่า เงินกู้ตรงนี้เป็นเงินกู้ระยะสั้น มิใช่เงินกู้ระยะยาว ซึ่งมีผลทำให้เงินเหล่านี้พร้อมจะถอนตัวเองได้อย่างรวดเร็ว และหากเป็นอย่างนั้น อัตราดอกเบี้ยเงินกู้บัตรเครดิตก็ยิ่งพุ่งทะยานขึ้นอีกอย่างรวดเร็ว เพราะเงินให้กู้มีน้อยลง
ถามว่าทำไมลุงพุฒปักใจเชื่อว่า ดุลชำระเงินที่เราได้ดุล จะเป็นเงินให้กู้บัตรเครดิต ก็เพราะว่าลุงพุฒรู้เรื่องนี้มาตั้งแต่เดือนก่อนแล้ว ว่าในยามนี้ไม่มีธุรกิจใดที่จะสดใสกาววาวเท่ากับการปล่อยเงินกู้บัตรเครดิต เพราะธนาคารจะได้ส่วนต่างของดอกเบี้ยมากมายมหาศาล ในขณะนี้ดอกเบี้ยเงินกู้บัตรเครดิตอยู่ที่ 22% ในขณะที่เงินฝากอยู่ที่ราวๆ 2% กว่าๆ ใครเล่าจะทนความเย้ายวนของผลกำไรราวๆเกือบ 20% ไปได้ล่ะ และหากเป็นเงินกู้ต่างประเทศระยะสั้นล่ะก็ ดอกเบี้ยต่ำกว่า 2% อีกด้วย
จากแหล่งข่าวที่บอกลุงพุฒมา เขาบอกว่า ทำอย่างไรก็ไม่มีทางห้ามเงินนอกไหลเข้าประเทศไทยหรอก เพราะดอกเีบี้ยบัตรเครดิตมันเย้ายวนใจเสมอ และยังหวังได้ถึงการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทอีกต่างหาก ยังไงๆก็คุ้ม
ลุงพุฒได้ฟังแล้วก็ไม่สบายใจนักหรอก ทำไมช่างเหมือนเหตุการณ์ก่อนที่จะมีการลอยตัวค่าเงินบาทคราวก่อนจริงๆ เงินกู้ระยะสั้น-ค่าเงินบาทแข็งเกินไป-ธนาคารแห่งประเทศไทยใช้เงินพยุงค่าเงินบาทนับล้านล้านบาท เป็นสูตรสำเร็จจริงๆ
ลุงพุฒชักกลัวปัญหาที่จะเกิดขึ้นในปี พ.ศ.2552 จริงแล้วล่ะครับ ถ้าไม่อยากเจ็บตัวให้หลีกเลี่ยงการเป็นหนี้บัตรเครดิต หากท่านที่เป็นอยู่ให้รีบเคลียร์ให้เร็วที่สุด หากเคลียร์ไม่ได้ หาเงินกู้ราคาถูกไว้ก่อนจะดีกว่า ยังพอมีเวลาจนถึงปีหน้าที่จะดำเนินการให้เรียบร้อย
สำหรับวันนี้ขอแค่นี้ก่อนนะครับ สวัสดีครับ
ลุงพุฒ
3 พฤษภาคม พ.ศ.2550
|