|
ดวงเมือง ตอนที่ 42 ดุลบัญชีเดินสะพัด (2)
สวัสดีครับ
พักนี้ ลุงศร กับลุงเบิ้ม บ่นๆว่า เขียนไม่ค่อยจะออก นานๆจะแคะออกมาได้ทีนึง ยิ่งพักนี้ลุงศรงานค่อนข้างเยอะ หาเวลาไม่ค่อยจะได้ อาจทำให้ท่านที่คอยติดตามอยู่ ต้องรอกันนานหน่อยนะครับ
กลับมาคุยกันในเรื่องดวงเมืองกันต่อนะครับ จะว่าไป แล้วช่วงนี้เป็นการวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบัน เข้ากับวิชาโหราศาสตร์ มากกว่าการทำนายทายทักอนาคต เพราะอนาคตของประเทศไทย ก็ได้กล่าวเอาไว้นานแล้ว ลองอ่านตอนที่ 13 - 15 ได้จาก link ข้างล่างนะครับ
วันนี้มีเรื่องที่เราต้องมาคุยกันต่อ ต่อเนื่องมาจากเรื่องดุลบัญชีเดินสะพัดที่คุยกันไปในคราวก่อนครับ
เมื่อวานนี้ มีพนักงานของธนาคารต่างชาติธนาคารหนึ่ง มาคุยกับลุงพุฒเสียยืดยาว ชักชวนให้เป็นหนี้ ดอกเบี้ยราคาถูก เป็นเงินกู้ที่ไม่มีหลักประกัน เสนอเงื่อนไขค่อนข้างดีจนน่าแปลกใจ คุยกันไปคุยกันมา เจ้าตัวเองเขาก็โอดครวญเหมือนกันว่า เขาต้องพยายามจัดการกับรายจ่ายของเขาให้มากขึ้นกว่าเดิม เพราะ ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้สั่งให้มีการปรับอัตราผ่อนชำระขั้นต่ำของบัตรเครดิต เป็น 15% ได้ยินอย่างนี้เข้าแล้ว ลุงพุฒพอมองภาพออกเลย ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ก็ลูกหนี้บัตรเครดิตในประเทศไทย มีจำนวนเงินมากมายมหาศาลเพียงใด การให้ลูกหนี้ผ่อนชำระด้วยเงินก้อนใหญ่มากขึ้นอีก 5% (หรืออีก 50% เมื่อเทียบกับของเดิม) อะไรจะเกิดขึ้น เงินส่วนหนึ่งจะถูกดูดซับออกไปจากการใช้จ่าย การซื้อการขายก็จะชะลอตัวลงมาอีก โดยเฉพาะตัวหัวเมืองใหญ่ๆ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรุงเทพมหานคร
ลุงพุฒไม่ได้เดือดร้อนเพราะมาตรการนี้หรอก เพราะไม่เคยใช้บริการชำระขั้นต่ำกับเขาเลย ก็วิธีการคำนวณดอกเบี้ยมหาโหด ไม่ใช่เฉพาะดอกเบี้ยที่คิดแพงเหมือนดอกแขก (เด็กรุ่นใหม่อาจจะนึกไม่ออก ว่าดอกแขกคืออะไร ในสมัยก่อน จะมีคนไทยสัญชาติไทยเชื้อชาติแขกบางคนออกเงินกู้ตามตลาด เดี๋ยวนี้ก็ยังมีอยู่นะครับ แต่อาจจะไม่ใช่แขกแล้ว เขาก็จะคิดดอกเบี้ยเป็นรายวัน แล้วก็จะเดินเก็บในตลาดทุกวันน่ะครับ ดอกเบี้ยเขาคิดประมาณสิบสลึง หรืออย่างมากไม่เกิน 3 บาท แต่เก็บดอกเบี้ยทุกวันน่ะครับ มันเลยแพงมาก) แต่หากมีเงินค้างชำระอยู่ล่ะก็ ดอกเบี้ยจะคิดทั้งที่ค้างชำระ และที่เพิ่งจะรูดบัตรไปสดๆร้อนๆยังไม่ถึงรอบเก็บเงิน ก็พลอยคิดไปด้วย คิดแล้วสะดุ้งนะครับ ลุงพุฒเลยไม่เคยใช้บริการตรงนี้เลย รู้สึกเสียเปรียบเกินไป
คุยกันไป คุยกันมา คุยกันนานนะครับ เพราะสงสัยว่า จู่ๆทำไมธนาคารมาเสนอเงื่อนไขเงินกู้ทั้งลดต้นลดดอก ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าเงินกู้ประเภทเดียวกันแต่เป็น Fix Rate และยังจะพยายามให้กู้ให้ยาวนานที่สุดด้วย ไม่เร่งรีบให้ใช้หนี้คืนอีกต่างหาก ถามไปถามมาก็พบว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยกำลังจะดำเนินการมาตรการคุมเข้มการปล่อยสินเชื่อบุคคล ประเ่ภทที่ไม่มีหลักประกัน ทั้ง personal loan ทั้งในรูปแบบอื่นๆ โดยมิให้มีการปล่อยสินเืชื่อให้กับบุคคลนั้นๆเกินกว่า 40% ของเิงินเดือน ตัวเลขนั้นลุงพุฒจำไม่ได้แน่ๆนะครับ แต่ที่แน่ๆก็คือ ธนาคารแห่งประเทศไทยจะส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาประกบกับเจ้าหน้าที่พิจารณาอนุมัติสินเชื่อ เพื่อมิให้เกิดการแอบทำหรือละเมิดประการศของธนาคารแห่งประเทศไทยด้วย นับว่างานนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย เอาจริงครับ ตรงนี้ลุงพุฒขอให้กำลังใจ (เพราะก่อนหน้านี้เอาแต่ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย)
ได้ฟังเหตุผล และได้เห็นความอดทนของพนักงานที่ตื๊อลุงพุฒอยู่นาน สองนาน ก็ทำให้ลุงพุฒแน่ใจได้ว่า ธนาคารแห่งนี้คงมีเงินมานอนรอที่จะปล่อยเงินกู้ให้กับคนไทยด้วยดอกเบี้ยมหาโหดอยู่แล้ว และน่าจะเป็นเงินก้อนใหญ่พอสมควร หากปล่อยให้เงินก้อนนี้นอนนิ่งๆไป จนถึงกำหนดที่ธนาคารแห่งประเทศไทยส่งคนเข้ามาควบคุมการปล่อยสินเชื่อ เงินก้อนนี้อาจจะต้องนอนนิ่งๆไปอีกนานจนถึงกำหนดส่งมอบคืนเจ้าของเงินพร้อมดอกเบี้ย เท่ากับว่าธนาคารมีต้นทุนเพิ่มขึ้น และไม่อาจนำมาใช้หากำไรได้อีก ดังนั้นข่าวเรื่องเงินไหลเข้าก็เป็นความจริง และเป็นความจริงด้วยว่า เป็นเงินที่ไหลเข้ามาเพื่อปล่อยกู้ในธุรกิจเงินกู้ไม่มีหลักประกัน ไม่ว่าจะเป็นบัตรเครดิต หรือ personal loan
จาก 2 มาตรการดังกล่าว ลุงพุฒเชียร์ให้ดำเนินการอย่างเ้ข้มแข็งนะครับ แต่ก็นึกสงสารท่านที่ใช้บริการผ่อนชำระบัตรเครดิต ไม่ว่าจะเป็นบัตรของธนาคาร หรือที่ไม่ใช่ธนาคารก็ตาม เพราะต้องหาเงินมาผ่อนชำระมากขึ้น แต่หากหลายๆท่านฟังคำเตือนของลุงพุฒตั้งแต่ปีที่แล้ว ตอนนี้ก็คงจะไม่ลำบากสักเท่าไหร่ แต่ท่านที่ไม่ได้เตรียมการเอาไว้ ก็ต้องรีบวางแผนแต่เนิ่นๆ ลดรายจ่าย และปรับโครงสร้างเงินกู้ หาเงินกู้ประเภทไม่มีดอกเบี้ย (หยิบยืม ญาติพี่น้อง) มารีบตัดหนี้บัตรเครดิตกันไปให้หมดก่อน อย่าให้มีภาระดอกเบี้ยเลย ส่วนหนี้ประเภท personal loan ก็ต้องพิจารณากันให้ดี เพราะการเร่งชำระอาจทำให้เสียเปรียบได้ เพราะอาจได้ลดดอกเบี้ยเพียงเล็กน้อย ก็ต้องพิจารณาเืงื่อนไขต่างๆให้ดีเสียก่อน แต่หากได้เงินกู้ประเภทไม่ต้องใช้คืนโดยเร็ว (เช่นหยิบยืมคุณพ่อคุณแม่มา) ก็ควรที่จะรีบดำเนินการชำระและปิดบัญชีไปเลย ทำตัวให้ปลอดหนี้ จะดีที่สุด
แต่กับผู้ที่อยู่ในธุรกิจค้าปลีก โดยเฉพาะค้าปลีกในเมืองใหญ่ และในกรุงเทพฯมหานคร ก็อาจจะสะอึกกับมาตรการนี้ เพราะประชาชนคนไทยจะเริ่มประหยัดมากขึ้น ใช้จ่ายกันน้อยลงไปอีก ทางเลือกหนึ่งก็คงจะเป็นการหามาตรการทางการตลาดกระตุ้นการใช้จ่าย ก็เป็นโอกาสสำหรับคนที่มีเครดิตดี ไม่มีหนี้ติดค้าง อาจะได้เวลาผ่องถ่ายเงินที่เก็บเอาไว้ มาเปลี่ยนเป็นของดีราคาไม่แพง ก็เป็นได้ ส่วนของดีราคาแพงคงไม่กระทบ เพราะคนที่มีกำลังซื้อในระดับนั้น คงจะยังไม่รู้สึกอะไร จนกว่าเหตุการณ์จะผ่านไปสู่ภาวะเงินตึงตัวอย่างชัดเจน ก็อาจจะเริ่มมาบ่นเอากับรัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทย
เมื่อมองโดยรวมๆเทียบกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นกับประเทศไทยทั้ง 2 รอบ คือ รอบปี พ.ศ. 2528 และปี พ.ศ.2540 แล้ว ลุงพุฒเชื่อว่า ระบบเศรษฐกิจของไทยน่าจะมีทิศทางไปคล้ายกับปี พ.ศ.2528 แต่ทั้งนี้ไม่อาจบอกได้ชัดเจนว่า เราจะไปในทิศทางนั้นจริงๆหรือไม่ เพราะตัวลุงพุฒเองไม่ทราบข้อเท็จจริงทางเศรษฐกิจเท่าใดนัก แต่เชื่อว่าคงไม่ใช่ทิศทางกระตุ้นการนำเงินต่างประเทศที่เป็นเงินกู้ระยะสั้น เข้ามาปล่อยเงินกู้ในประเทศไทย เหมือนกับเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นก่อนเกิดเหตุการณ์ "ต้มยำกุ้ง" ในปี พ.ศ.2540 แน่นอน
วันนี้ลุงพุฒเชียร์ ธนาคารแห่งประเทศไทย ครับ

สำหรับวันนี้ขอแค่นี้ก่อนนะครับ สวัสดีครับ
ลุงพุฒ
15 พฤษภาคม พ.ศ.2550
|