|
คั่นเวลา หญิง ที่ไม่ใช่หญิง
สวัสดีครับ
วันก่อนลุงศรโทรฯมาหา ลุงพุฒก็ดีใจ นึกว่าลุงศรจะโทรฯมาบอกว่า ส่งเรื่องมาให้ลงแล้ว ที่ไหนได้ ลุงศรโทรฯมาบอกว่า ร่วมทำบุญชำระหนี้สงฆ์ไปแล้ว และก็พูดให้ดีใจอีกว่า เตรียมเรื่องเอาไว้ให้ 2 เรื่องแล้ว แล้วก็ตบท้ายให้ใจแป้วไปว่า แต่ยังเขียนไ่ม่เสร็จ ลุงพุฒก็คิดในใจว่า "โ้อ้... เขียนได้ยาวจริงๆ"
เปลี่ยนบรรยากาศการเมืองมาเป็นการคั่นเวลากันสักเล็กน้อยครับ หลังจากที่ลงเรื่อง "ชายที่ไม่ใช่ชาย" ไปแล้ว ก็ทำให้นึกได้ว่า ความจริงก็มีเรื่องของหญิงที่รักเพศเดียวกันอยู่เหมือนกัน และบางคนก็เป็นด้วยเหตุผลแปลกๆที่คิดไม่ถึงด้วย แต่ก็เลือกหยิบดวงที่พิจารณาไม่ยาก และอธิบายในลักษณะของจิตวิทยาสมัยใหม่ได้ด้วย

จากรูปข้างบน มีดวงดาวที่เป็นปัญหาอยู่ 3 กลุ่ม ตามที่ลุงพุฒได้วงกลมเอาไว้ เจ้าชะตาีมีดาวอาทิตย์ (๑) ที่อยู่ในเรือนลาภะ ส่งรัศมีสีเขียวถึงลัคนา (ล) บ่งบอกว่ามีความรู้สึกด้านดีกับผู้ชาย ดาวจันทร์ (๒) ทีุุ่กุมลัคนา บ่งบอกว่าชอบการใกล้ชิดเพศหญิง ดาวศุกร์ (๖) ที่อยู่ในเรือนวินาส มีดาวมฤตยู (๐) กุม ส่งรัศมีสีแดงถึงลัคนา บ่งบอกว่าเจ้าชะตาจะมีปัญหาในเรื่องของความรัก จะเป็นความรักที่สังคมไม่ยอมรับ ดาวอังคาร (๓) อยู่ในเรือนมรณะ บ่งบอกว่าเจ้าชะตาไม่ชอบการมีเพศสัมพันธ์กับเพศชาย จึงแสดงบทบาทตนเองว่าเป็นชาย เพราะมีความรู้สึกด้านดีกับการเป็นผู้ชาย แต่เพราะดาวทำโครงสร้างเช่นนี้ จึงชี้ให้เห็นว่า กรรมเก่าของเจ้าชะตา จะทำให้เจ้าชะตาก็มีความรักระหว่างหญิงด้วยกันที่ไม่อาจมีความยั่งยืนได้ รวมทั้งกรรมเก่าของเจ้าชะตายังทำให้เจ้าชะตามีความเจ้าชู้อยู่ในตัวไม่น้อยด้วย (เพราะความเจ้าชู้อย่างนี้ ทำให้เจ้าชะตาเคยกระทำกรรมที่มีผลทำให้ตนเองต้องกลายเป็นไปคนที่มีความรักกับเพศเดียวกัน และยังคงมีเชื้อกรรมเก่าหลงเหลืออยู่ในใจ) ความรักระหว่างหญิงด้วยกันจึงเปราะบาง และอีกฝ่ายหนึ่งก็พร้อมจะกลับไปดำเนินชีวิตอย่างหญิงปกติ เมื่อได้คบกันไปเป็นระยะเวลาหนึ่ง และด้วยความเจ้าชู้ของตนเอง ทำให้ตนเองก็ต้องไปชอบหญิงที่แต่งงานมีครอบครัวแล้วด้วย อีกต่างหาก
เห็นดวงของแต่ละท่านแล้ว ลุงพุฒก็ทำให้นึกถึงคำของพระบรมศาสดาของเรา ที่กล่าวไว้ว่า "ความเกิดเป็นทุกข์ ความตายเป็นทุกข์ ความพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รักเป็นทุกข์ การต้องพบกับสิ่งที่ไม่ชอบใจเป็นทุกข์" เพราะลุงพุฒไม่เคยเห็นดวงของคนที่มีแต่ความสุขถ่ายเดียว และไม่เคยเห็นดวงของคนที่มีแต่ความทุกข์ถ่ายเดียว แต่ละคนล้วนแต่มีความสุข ความทุกข์ ปะปนกันไป การเกิดเป็นมนุษย์จึงเหมาะที่จะเกิดมาเพื่อเจริญวิปัสสนาเป็นอย่างยิ่ง เพราะเดี๋ยวก็สุข เดี๋ยวก็ทุกข์ เมื่อสุข จิตใจก็พองโต เมื่อทุกข์จิตใจก็ห่อเหี่ยว จิตใจแสดงอนิัจจังให้ดู จิตใจแสดงความทุกข์ให้ดู จิตใจแสดงความเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตน คือ บังคับเอาตามปราถนาไม่ได้ แสดงให้ดู เหมาะที่สุดที่จะหัดเจริญวิปัสสนากัน
การเจริญวิปัสสนาง่ายๆ ที่คนในเมืองสามารถทำได้ในชีวิตประจำวัน ก็คือ การหัดตามรู้กาย หัดตามรู้ใจ ของตนเอง การสังเกตกาย การสังเกตจิตใจ ของตนเองบ่อยๆ (บ่อยละนิดเดียว เห็น หรือไม่เห็นอะไร ก็ใช้ได้ทั้งนั้น) จะเป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะเดินไปตามเส้นทางของการเจริญสติัปัฏฐาน ๔ ได้ ไม่จำเป็นต้องไปหัดทำสมาธิให้ใจสงบเป็นฌานก่อนเสมอไป เราก็สามารถหัดเจริญวิปัสสนาได้ในชีวิตที่แทบจะไม่มีเวลว่าง และต้องวิ่งวุ่นไปทั้งวัน
ครูบาอาจารย์ซึ่งสอนกรรมฐานให้กับลุงพุฒท่านบอกว่า เราตามรู้ตามดูกายใจในขณะัปัจจุบัน จะเป็นวิธีการที่จะทำให้เกิดสติ เมื่อมีสติแล้ว ก็ให้จิตใจที่สตินั้นรู้กายใจลงในปัจจุับัน จะเกิดปัญญา คือ เห็นไตรลักษณ์ (เห็นอย่างใดอย่างหนึ่งใน 3 อย่าง ก็ถือว่าเห็นไตรลักษณ์ทั้งหมด) เมื่อเกิดปัญญาได้บ่อยๆแล้ว จะถึงความหลุดพ้นได้ เมื่อใดที่จิตใจสามารถละความเห็นผิดว่า กายและใจเป็นเรา เป็นตัวเรา ก็จะได้ดวงตาเห็นธรรม ได้โสดาบัน
หากเราภาวนาและปฎิบัติไ้ด้อย่างถูกต้อง ไม่ย่อหย่อนแล้ว ไม่เกิน 7 ปี ต้องได้เห็นการพัฒนาจิตใจไปถึงระดับโสดาบันได้ เพราะพระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมเอาไว้ว่า หากปฎิบัติตามสติปัฏฐาน ๔ แล้ว ไม่เกิน 7 ปี จะต้องได้อรหันต์ หรืออนาคามี แต่สำหรับเราที่ไม่มีเวลาภาวนาทั้งวัน เพราะบางช่วงต้องทำงานที่ใ้ช้ความคิด ก็ยังพอมีหว้งที่จะได้โสดาบัน
อย่าไปคิดว่าในยุคปัจจุบันนี้ จะไม่มีทางที่จะมีพระอรหันต์เกิดขึ้น เพราะเหตุว่า พระพุทธองค์ทรงแสดงเอาไว้เช่นกันว่า "ตราบใดที่ยังมีผู้เจริญสติปัฏฐาน ๔ ตราบนั้นโลกจะไม่ว่างจากพระอรหันต์"
คุยกันพอหอมปากหอมคอแล้ว สำหรับวันนี้ สวัสดีครับ
ลุงพุฒ
11 กรกฎาคม พ.ศ.2550
|