|
ดวงเมืองตอนที่ 49 ตั้งคำถามผิด คำตอบก็ผิด
สวัสดีครับ
เมื่อ 2-3 วันก่อน ลุงพุฒดูข่าวทางทีวี เห็นนักข่าวสาวท่านหนึ่ง ตั้งคำถามกับท่านรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง ว่าปี 2550 นี้จะเกิดวิกฤติเหมือนปี 2540 หรือไม่ ท่านตอบว่าไม่ ซึ่งก็ถูกต้องแล้ว เพราะเหตุการณ์ในปี 2550 ที่กำลังดำเนินอยู่นี้ เป็นเหมือนกับปี 2538-2539 ต่างหาก เพียงแต่ลุงพุฒไม่ได้เขียนเอาไว้ชัดเจนในตอนที่ 15 อดีตบ่งบอกว่า วิกฤติของชาติ ป้องกันได้ , ตอนที่ 13/1 เศรษฐกิจไทยวันนี้ และตอนที่ 18 เผาจริง-เผาหลอก ซึ่งเขียนเอาไว้เมื่อปีก่อน ลองหาอ่านในคอลัมน์ของลุงพุฒที่เคยเขียนเอาไว้นานแล้วนะครับ
จำได้ว่าในปีนั้น เรามีปัญหาเรื่องของการส่งออก ที่เริ่มมีปัญหามาตั้งแต่ 2538 แล้ว และธุรกิจแรกที่เริ่มมีปัญหา ก็คือสิ่งทอ ซึ่งก็คล้ายกับสถานการณ์ปัจจุบัน ประเด็นของปัญหาก็คือ ค่าเงินบาที่แข็งเกินกว่าความเป็นจริง แต่มีรายละเอียดที่แตกต่างกัน คือ ในครั้งนั้น รัฐบาลไทยใช้วิธีการรักษาค่าเงินด้วยการใช้ระบบ "ตะกร้าเงิน" ใช้สูตรการคำนวณที่ไม่เปิดเผย แต่นักการเงินในสมัยนั้นสามารถติดตามได้ว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ใช้สัดส่วนน้ำหนักอิงกับเงินดอลลาร์สหรัฐอยู่ที่ราวๆ 80% (เป็นตัวเลขในระยะนั้น ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงไปจากสมัยที่ พล.เอก เปรม ติณสูลานนท์ ที่ไม่ได้ให้น้ำหนักขนาดนั้น แต่ลุงพุฒจำตัวเลขไม่ได้ ตรงนี้เป็นตัวเลขที่เกิดจากการคาดคำนวณของนักการเงิน ที่ติดตามค่าเงินบาทมาตลอดเวลา)
เมื่อมีการตั้งกฎกติกาให้เงินบาทผูกติดกับเงินดอลลาร์สหรัฐ โดยการให้น้ำหนักถึง 80% ทำให้คล้ายกับเป็นการผูกติดค่าเงินบาทกับเงินดอลลาร์กลายๆ ในขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย และกระทรวงการคลัง เปิดเสรีทางการเงิน เงินจะไหลเข้าไหลออก เป็นไปโดยเสรี ทำให้คล้ายกับการไม่ล็อคประตูหลังบ้าน เป็นเหตุให้โจรขโมยสามารถแอบแฝงเข้ามาอยู่ในบ้านได้ ในครั้งนั้นจึงมีเงิน(ที่ทำหน้าที่เป็นโจร) เข้ามาซุ่มเงียบในบ้านเรา พร้อมๆกับที่เราแบกหนี้ระยะสั้นเอาไว้เต็มไปหมด
อ่านให้ดีๆ ก็เป็นหมือนกับการถอดแบบยุทธวิธีมาจาก ม้าไม้แห่งกรุงทรอย นั่นล่ะครับ แต่ในครั้งนั้นมีตัวเร่งปฏิกริยาตัวหนึ่งก็คือ IMF เพราะ IMF เข้าถึงข้อมูลในระบบเศรษฐกิจของไทยและประเทศอื่นๆได้อย่างลึกซึ้ง ได้ให้คำแนะนำผิดๆกับประเทศไทย จนถึงจุดที่ธนาคารแห่งประเทศไทยและรัฐบาลไทย ไม่สามารถปรับตัวให้รับกับสถานการณ์ทางการเงินได้แล้ว จึงได้กลับคำแนะนำไปในอีกแนวทางหนึ่ง ซึ่งทางการไทยไม่สามารถปรับตัวได้รวดเร็วพอกับสถานการณ์ จนเกิดการโจมตีค่าเงินบาทขึ้น และประเทศไทยก็เพลี่ยงพล้ำให้กับเกมส์การเงิน และ IMF ก็เข้ามากระหน่ำซ้ำเติมกับระบบเศรษฐกิจของไทย ด้วยการให้กู้ยืมเงินเพียงเพื่อให้มีกองทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศที่เพียงพอ แลกกับการที่เราต้องขายเลหลังกิจการต่างๆในประเทศไทยให้กับต่างชาติที่ต่ำกว่าราคาเป็นจริง เพราะไปตั้งเงื่อนไขทำให้มีแต่ต่างชาติเข้ามาซื้อสินค้าราคาถูก และนำกลับมาขายให้เราในราคาแพง
ลุงพุฒยังจำรสชาติของชีวิต ที่ต้องใช้เงินเดือนทั้งเดือน จ่ายเป็นค่าดอกเบี้ยบ้านได้ดีทีเดียว ด้วยอัตราดอกเบี้ย 16% และกำลังร่ำๆจะขึ้นไปถึง 16.5% ในอีกไม่กี่เดือน ดีว่ามีการเปลี่ยน ให้ มรว.จตุมงคล โสณกุล มาเป็นผู้ว่าารธนาคารแห่งประเทศไทย จึงมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายทางด้านดอกเบี้ย มาเป็นดอกเบี้ยต่ำ ทำให้ลุงพุฒหายใจคล่องขึ้น แต่ก็อีกนั่นแหละ ตอนนั้น ธ.ไทยพาณิชย์ ซึ่ง นาย ธารินทร์ เคยเป็นนายธนาคารมาก่อน ก็ไม่ค่อยจะยอมลดดอกเบี้ยลงเลย เลยต้องย้ายหนีไปยังธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ก่อนย้ายไป ก็มีคนเตือน ให้ระวังธนาคารอาคารสงเคราะห์ให้หนัก เพราะก่อนหน้านั้น ในระหว่างที่นาย ธารินทร์ เป็น รมว.คลังอยู่ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ทำกำไรจากการที่มีนโยบายดอกเบี้ยสูงมาก่อนแล้ว จนทำให้สามารถจ่ายโบนัสพนักงานได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ลุงพุฒจำตัวเลขไม่ได้ แต่ไม่น่าจะน้อยกว่า 4 เดือน) เพราะเชื่อว่า ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ในยุคที่พ้นจาก นาย ธารินทร์ มาแล้วจะไม่ทำร้ายประชาชน
ลุงพุฒขอบอกตามตรง ว่ายังคิดถึงหม่อมเต่าท่านมากๆ อย่างน้อยก็ช่วยให้ลุงพุฒไม่กลายเป็นหนึ่งใน NPL เงินกู้ผ่อนบ้านล่ะ
พอเขียนถึงตรงนี้ ความทรงจำเก่าๆก็พาลุงพุฒเตลิดเปิดเปิงไป จำได้ว่าในสมัยที่ท่านเป็นผู้ว่าการฯนั้น ท่านมีปัญหากับคณะทำงานภายในธนาคารแห่งประเทศไทย จนมีภาพลักษณ์ที่มีอัตตลักษณะที่สูงมาก จนดูเหมือนว่าไม่น่าที่จะเป็นผู้ที่บริหารองค์กรได้ แต่เมื่อได้ติดตามเรื่องราวของท่านในตอนหลัง ได้เห็นท่านบริหารงานในลักษณะของเอกชน มีผลประกอบการที่ดี จึงเข้าใจว่า ท่านทำงานไปตามบทบาทและหน้าที่ ซึ่งสภาพการณ์ภายในธนาคารแห่งประเทศไทยในระยะนั้น (ตามรายงานของ ศ.ปร. ฉบับไหนลุงพุฒลืมไปแล้ว) เป็นบรรยากาศที่ไม่ค่อยจะดีนัก ต้องลองไปหารายงานอ่านกันเองแล้วครับ ลุงพุฒเก็บไว้ที่ไหนก็ไม่ทราบ อาจจะขายให้ซาเล้งไปหมดแล้วก็ได้
ในสถานการณ์ยามนี้ เป็นสถานการณ์ที่ไม่ปกตินัก เพราะเงินทุนไหลเข้ามาอย่างน่าตกใจ และไหลเข้ามาในตลาดหุ้น ซึ่งจะกลายเป็แหล่งซุกซ่อนโจรที่ลอบเข้ามาทางหลังบ้านอีกทางหนึ่ง เพราะตลาดหุ้นไ่ม่สามารถตรวจสอบได้ว่า เงินที่ไหลเข้ามานั้น เป็นเงินที่สุจริตใจ หรือมีประเด็นอื่นๆแอบแฝงอยู่ รวมทั้งตลาดหุ้นได้มีการแก้ไขกฏระเบียบที่เปิดโอกาสให้เงินที่มีไม่สุจริตใจ เข้ามาได้ง่ายมากน้อยเพียงไร ซึ่งลุงพุฒเคยเขียนเอาไว้เมื่อนานมาแล้วเช่นกัน ลองกลับไปอ่านดูตามลิงก์ที่ได้ให้ไว้้ข้างบนครับ
วันนี้ไม่มีรูปดวงมาให้ดูนะครับ และดูเหมือนจะหากินกับของเก่าด้วย แต่ดูสถานการณ์ทางการเงินของบ้านเราแล้ว ทำให้รู้สึกว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย ไม่ได้มีอะไรที่ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง ไปในทิศทางที่ดีกว่าเมื่อ 10 ปีก่อนเลย แม้ว่าจะมีการแก้ไข แก้กฎระเบียบ ต่างๆแล้ว แต่ระบบความคิดยังคงเดิม คือ จำกัดกรอบการพิจารณาเฉพาะสิ่งที่อยู่บนโต๊ะ (คือความรับผิดชอบโดยตรง) เท่านั้น ซึ่งเป็นการคิดแบบแยกส่วน ไม่มององค์ประกอบโดยรวม และไม่ทำตัวให้เป็นเจ้าภาพที่จะแสวงหาความร่วมมือและประสานงานกับหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องเลยแม้แต่น้อย ซึ่งเป็นการบริหารงานแบบเก่า คร่ำครึ และโบราณเหลือเกิน เมื่อเปรียบเทียบกับองค์กรที่ควรจะดูเก่าแก่ คร่ำครึ และยึดถือระเบียบแบบแผนยิ่งกว่า คือ องค์กรศาล จะเห็นว่า องค์กรศาลยังทำหน้าที่ได้ทันสมัยกว่าด้วยซ้ำไปในช่วง 2 ขวบปีที่ผ่านมา
ลุงพุฒไม่ได้ตั้งใจจะโจมตีธนาคารแห่งประเทศไทย แต่ขอเรียกร้อง แม้ว่าเสียงจะไม่ดัง และไม่ได้มีความรู้ระดับ Ph.D. จากต่างประเทศ แต่ก็อยากเห็นบทบาทของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่มีบทบาทมากกว่านี้ มากกว่าการจำกัดกรอบของตนเองเอาไว้เพียงแค่ "โต๊ะ" ของตนเอง
ก็ไม่น่าหนักใจหรอกละหรือ ก็เืมื่อครั้งที่คุณ ธาริษา มารับหน้าที่ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย แล้วมีหนังสือพิมพ์หยิบเกร็ดขึ้นมาเขียนกระเซ้าว่า ก่อนหน้านี้ คุณ ธาริษา เป็นรองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย มีเวลาไปซื้อของจากร้านค้าแถวๆธนาคารแห่งประเทศไทย ซื้อของกลับบ้านได้บ่อยๆ แต่เมื่อเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยแล้ว กลับไม่มีเวลาเลย และ้ต้องทำงานกลับบ้านมืดค่ำ ดึกดื่น และมีหน้าที่เฉพาะผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยมากมาย ที่ระบุตำแหน่งเอาไว้เลย ไม่อาจมอบหมายให้ใครไปทำแทนได้ ได้ยินข่าวอย่างนี้ ก็ให้รู้ว่า เป็นสิ่งที่น่ากลัวมาก เพราะคนที่ต้องทำหน้าที่ตัดสินใจในระดับนโยบายสูงสุด แต่กลับต้องมีงานล้นมือ หาเวลาพักผ่อนทางกายและจิตใจได้น้อยมาก อย่างนี้ จะไม่ทำให้เกิดการตัดสินใจที่ผิดพลาดหรอกหรือ หากผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นผู้ที่กำลังของจิตใจแข็งแรง หรือมีสัมมาสติเกิดขึ้นได้บ่อยๆ จิตใจก็จะปลอดโปร่ง ไ่ม่ถูกกิเลสครอบงำบีบเค้น ก็ว่าไปอย่าง เพราะมั่นใจได้ว่า จะสามารถตัดสินใจตามเหตุผล มิใช่ตามแรงกดดันที่เกิดจากอารมณ์ ความเหนื่อยล้า และแรงกดดันจากผู้มีอำนาจอื่นๆได้ แต่ถ้าหากว่าไม่ใช่ล่ะก็ ลุงพุฒมองไม่เห็นเลยจริงๆว่า จะมีทางใดที่จะไม่ทำให้เกิดการตัดสินใจที่ผิดพลาด หรือเกิดความยึดมั่นถือมั่นในกรอบความคิดของตน โดยไม่ปรับตัวไปตามสถานการณ์สิ่งแวดล้อมได้ คนที่เหนื่อยล้า ย่อมเชื่องช้า และเลือกที่จะไม่ปรับตัว หรือปล่อยให้เกิดการแตกหักได้ง่าย ก็เป็นเรื่องที่ฝากให้พิจารณาครับ
คุยกันพอหอมปากหอมคอแล้ว สำหรับวันนี้ สวัสดีครับ
ลุงพุฒ
21 กรกฎาคม พ.ศ.2550
|