|
ดวงเมืองตอนที่ 53 เสาร์-ราหู คู่มิตรชั่ว
สวัสดีครับ
ลุงพุฒนั่งลุ้นอยู่นาน กับการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารปีนี้ ก็คงเหมือนๆกับหลายท่านๆที่สนใจการเมือง และมีความเชื่อกันว่า การแต่งตั้งนายทหารปีนี้ จะเป็นตัวกำหนดโฉมหน้าของการเมืองไทย และความมั่นคงของรัฐบาลหลังการเลือกตั้งครั้งนี้ด้วย
ร่ำๆจะเขียนระบุว่าใครจะได้เป็น ผบ.ทบ. ตั้งแต่เมื่อ 2 เดือนก่อนแล้ว แต่ก็ยั้งใจเอาไว้ เพราะเหตุว่า หากทำไปก็คงมีผลเพียงทำให้ข่าวลือมีมากขึ้นไปอีกนิด อดใจรอฟังผลกันดีกว่า อีกประการหนึ่ง การมองว่าใครจะได้เป็นนั้น มิใช่เพราะลุงพุฒเห็นดวงของแคนดิเดตทั้ง 3 ท่านหรอกนะครับ แต่เป็นการมองสถานการณ์ มองบุคลิกภาพของคน และมองจากมุมผู้ที่เป็นห่วงบ้านเมือง และต้องการที่จะให้ประเทศไทยเดินต่อไปอย่างมั่นคง อย่างน้อยก็ควรจะมีระยะเวลาหนึ่ง
ลุงพุฒลองสมมุติตัวเอง หากเป็นผู้ที่ต้องเลือกผู้ที่มาเป็น ผบ.ทบ. ลุงพุฒควรเลือกใคร หากเอาอย่างที่ใจอยาก ก็ต้อง พล.เอก สพรั่ง แน่นอน เพราะเป็นขวัญใจของลุงพุฒคนหนึ่ง ตรงที่ กล้าทำ กล้าพูด แต่สถานการณ์ของบ้านเมือง ไม่ได้เหมาะสมสำหรับบุคลิกอย่างท่าน พล.เอก สพรั่ง เลย เพราะหากเป็นท่าน ก็จะมีแนวโน้มที่สูงที่จะมองกันต่อไปว่า ท่านจะเข้าไปแทรกแซงรัฐบาล หรือออกมาให้สัมภาษณ์กดดันรัฐบาล ทำให้ดูเหมือนว่า รัฐบาลยังไม่ได้เป็นรัฐบาลที่อยู่ในระบอบการปกครองในรูปแบบประชาธิปไตยเต็มตัว ประกอบกับอายุราชการของท่านยังเพียง 1 ปี ซึ่งจะทำให้ฝ่ายการเมืองสามารถใช้โอกาสที่ท่านเกษียณราชการ มาเป็นข้ออ้างที่จะแต่งตั้งคนของตัวเองเข้าไปทำหน้าที่ ผบ.ทบ. แทนได้ ซึ่งก็จะเป็นช่วงระยะเวลาไม่นานนัก หลังจากได้รัฐบาลใหม่ และในขณะเดียวกัน ก็อาจทำให้มีการคาดหมายได้ว่า จะมีการทำรัฐประหารอีกครั้งหลังการเลือกตั้งใหม่ไม่นานอีกด้วย
หากเป็นแคนดิเดตอีกท่าน พล.เอก มนตรี ท่านเองอาจจะมีัปัญหาเรื่องการยอมรับจากฝ่ายคุมกำลังก็เป็นได้ โดยเฉพาะเมื่อท่านมีประวัติเกี่ยวกับการครองยศ พล.โท เพียง 6 เดือน ดังนั้น น่าจะเกิดปัญหาคลื่นใต้น้ำในกองทัพได้ ซึ่งน่าจะถูกมองว่า ยิ่งจะทำให้ทางกองทัพสูญเสียเอกภาพได้
ลุงพุฒเลยต้องหันมามอง พล.เอก อนุพงษ์ โดยมองเปรียบเทียบกับ พล.เอก สพรั่ง ตามสายตาของลุงพุฒ มองว่า พล.เอก อนุพงษ์ ท่านเป็นผู้ที่มีบุคลิกที่นิ่ง เงียบ และไม่มีใครทราบว่าท่านกำลังคิดอะไรอยู่ การนิ่งแบบนี้ทำให้ฝ่ายการเมืองหาจุดบกพร่อง จุดอ่อน และสร้างแรงกดดันต่อท่านได้ยาก เมื่อเปรียบเทียบกับ พล.เอก สพรั่ง ในช่วงที่ผ่านมา เมื่อเจอการ "ลองของ" จากฝ่ายการเมือง ในเรื่องของงบฯดูงาน ซึ่งท่านจัดการรับมือจากฝ่ายการเมืองได้ไม่ค่อยจะเนียนเท่าไหร่แล้ว ก็เป็นโจทย์ข้อหนึ่งที่ พล.เอก อนุพงษ์ ได้คะแนนเต็มไป
โจทย์ข้อถัดไป ก็คือ การได้รับการยอมรับจากกำลังพล ด้วยประวัติการทำงานของท่าน ที่อยู่ในสายคุมกำลังมาตลอด ตรงนี้ไม่น่ามีปัญหา โดยเฉพาะเื่มื่อท่านเป็นทหารเสือราชินีอยู่ด้วย ตรงนี้ยิ่งไม่ต้องคิดอะไรกันมากเลย ตรงนี้ท่านได้คะแนนเต็มเท่ากับ พล.เอก สพรั่ง
ตัวตัดสินอยู่ตรงนี้ พล.เอก อนุพงษ์ ท่านมีอายุราชการถึง 3 ปี ก่อนจะเกษียณอายุ และท่านเองก็อยู่ใน คมช. ด้วย และร่วมก่อการรัฐประหารด้วย ทำให้เื่ชื่อได้ว่า ท่านจะสามารถ "คุมเชิง" ทางฝ่ายการเมืองได้ดีกว่า เพราะอายุราชการเหลือถึง 3 ปี หากฝ่ายการเมืองต้องการโยกย้ายท่านออกไป ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลยที่จะกระทำ เพราะต้องให้เหตุผลที่มีน้ำหนักพอสมควร และยิ่งสถานการณ์การเลือกตั้ง ที่กำหนดเอาไว้วันที่ 23 ธันวาคม 2550 ซึ่งเป็นจังหวะที่ดวงเมืองบ่งบอกว่า รัฐบาลใหม่จะมีความอ่อนแอ ก็ยิ่งเชื่อได้ว่า รัฐบาลจะไม่สามารถทำตามอำเภอใจ เพราะตัวรัฐบาลเองก็ขาดความเชื่อมั่นจากประชาชนพอสมควร เชื่อว่าประชาชนจะจับตามองรัฐบาลอย่างใกล้ชิด จนรัฐบาลเองไม่กล้าจะทำอะไรที่เสี่ยงต่อความมั่นคงของตัวเอง
จากการพิจารณาตรงนี้ ก็ตัดสินได้ตั้งแต่เมื่อ 2 เดือนก่อนนี้ว่า พล.เอก อนุพงษ์ มีคุณสมบัติที่เหมาะสมกับสถานการณ์อย่างยิ่ง (ไม่ได้หมายความว่า ท่านดีที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับท่านอื่นๆอีก 2 ท่าน หากแต่ท่าน "เหมาะสมกับสถานการณ์" มากที่สุด)
ส่วนคะแนนพิเศษที่ลุงพุฒเทใจให้ ก็มาจากที่ได้ทราบข่าวว่า เมื่อมีพระบรมราชโองการฯออกมาแล้ว ท่านไม่เปิดบ้านรับการแสดงความยินดี ถือว่าท่านทำตัวได้เหมาะสมกับสถานการณ์อย่างยิ่ง เพราะเป็นการแต่งตั้งที่แปลกจากครั้งอื่นๆตรงที่ ในครั้งนี้มีกองเชียร์ที่แสดงออกหน้าออกตา ลำพังเพียงท่านได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ก็ทำให้หลายคนมีความรู้สึกคับอกคับใจพออยู่แล้ว หากมาทำตัวเป็นข่าวให้เอิกเกริก ก็จะเป็นการสร้างศัตรู สร้างรอยแค้น ไว้ในใจบุคลอีกกลุ่มหนึ่ง รวมทั้งประชาชนอีกกลุ่มหนึ่งด้วย รวมทั้งการให้เกียรติรุ่นพี่ด้วย ซึ่งเป็นการกระทำที่น่านับถือยิ่งนัก
คุยไปไกล วกกลับมาเรื่องที่ได้จั่วหัวเอาไว้กันดีกว่าครับ
สืบเนื่องจากกรณี 1-2-GO ในคราวก่อน ลุงพุฒก็เห็นคู่ดาวอีกคู่หนึ่งบนท้องฟ้า ที่กำลังจะเข้าทำปฎิกริยาต่อกัน ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องเกิดสถานการณ์ต่อเนื่องกันมา นั่นก็คือ ปฏิกริยาของคู่ดาวเสาร์ และดาวราหู
วงกลมเอาไว้ให้แล้วนะครับ ตอนแรกที่เห็น ลุงพุฒก็ไม่ได้คิดอะไรมาก คิดแต่เพียงว่า การรวมพรรคการเมืองที่กำลังทำเพื่อสร้างความเตรียมพร้อมเพื่อการเลือกตั้ง อาจจะเป็นปัญหา หรืออาจมีการหักหลัง การแยกตัว ออกไป เพื่อจับขั้วกันใหม่ ส่ายหน้านิดหน่อย ว่าวุ่นวายกันดีจัง แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรไปมากกว่านั้น จิตใจในตอนนั้นก็มัวแต่คิดว่า จะเขียนเรื่องการเลือกตั้งดีหรือไม่ หรือว่าไม่เขียนดีกว่า รวมทั้งยังคิดต่อไปอีกถึงเรื่องการแต่งตั้ง ผบ.ทบ. ว่าควรจะเขียนหรือไม่ อย่างไร แล้วก็ตกลงใจจะไม่เขียน ทิ้งเรื่อง 1-2-GO เอาไว้ก่อน ดีกว่า
ก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน เดินผ่านสถานฑูตพม่า ก็ให้นึกแปลกใจ ในใจ รู้สึกอึดอัดใจ เวลาเดินผ่านสถานฑูตพม่า ทำให้แปลกใจว่า เออ หนอ... พม่าเป็นยังไง แล้วก็ทิ้งความรู้สึกนั้นไป ไม่ได้สนใจอะไร ผ่านไป 2 วัน เอาแล้ว....
หากท่านใดที่สนใจโหราศาสตร์ อาจจะเคยได้ยินบทกลอนที่ให้ท่อง และอาจจะจำเรื่องดาวคู่มิตรได้ "อาทิตย์เป็นมิตรกับครู...." คงจะพอนึกออกนะครับ บทกลอนบทนี้จะจบลงตรง "เสาร์ราหูเป็นคู่มิตรกัน" แต่เป็นคู่มิตรที่แปลกกว่าคู่้อื่นๆครับ
หากแปลความหมายตรงๆของดาวเสาร์ คือ "ชั่ว" ความหมายตรงๆของดาวราหูก็คือ "หลง" รวมกันก็เป็น คู่มิตรแห่งการ "หลงชั่ว" หรือ "หลงผิด" นั่นเอง ส่วนจะมีความหมายมากกว่านั้น เช่น "หลงชั่ว" หรือ "ไม่หลงชั่ว" นั้นก็ต้องไปดูตำแหน่งดวงดาวกันต่อไป
ราหูยังมีความหมายอีกหลายอย่าง แต่ความหมายหนึ่ง หลายท่านน่าจะจำได้ เพราะลุงพุฒเคยเขียนเอาไว้นานแล้ว นั่นก็คือ ความหมายที่หมายถึง "มวลชน" และในขณะเดียวกัน ดาวเสาร์ก็ยังมีความหมายถึง "ความตาย" อีกด้วย
พอนึกออกแล้วใช่มั้ยครับ ว่าลุงพุฒกำลังจะพูดถึงเรื่องอะไร ความตายของมวลชน ทำให้นึกไปถึงเหตุการณ์ในประเทศพม่านั่นเองครับ ลำพังการเกิดจลาจล และเกิดการตายขึ้นนั้น ไม่น่าตกใจเท่ากับการที่มีผู้มาบอกว่า นี่เป็นการสมคบคิดเพื่อสร้างสถานการณ์ โดยมีจุดประสงค์ที่จะใช้สถานการณ์ ทำลายล้างผู้นำ หรือหัวหน้าที่มีบทบาทสำคัญในการต่อต้านรัฐบาลพม่า เรื่องนี้ลุงพุฒอ่านมาจากที่ไหนสักแห่ง จำไม่ได้แล้ว น่าจะเป็นเนชั่นสุดสัปดาห์ ซึ่งไม่สามารถให้ link ได้ เพราะต้องสมัครเป็นสมาชิก(และจ่ายสตางค์) จึงจะเข้าไปดูได้ ลุงพุฒอ่านเอาจากหนังสือรายสัปดาห์ ซึ่งซื้อเป็นประจำคู่กับมติชนสุดสัปดาห์ (อ่าน 2 เ่ล่มนี้ ก็ได้อ่าน 2 มุมมองที่ออกจะแ้ย้งๆกัน แม้จะไม่ถึงขนาด 180 องศา แต่ก็เรียกได้ว่า คนละมุม)
สถานการณ์ในประเทศพม่า น่าจะเป็นเหตุการณ์ที่จะทำให้เวทีโลก "ร้อน" ขึ้นมาอีกหลายองศา จนอาจทำให้ถึงกับ "เดือด" กันไปอย่างกว้างขาง แต่ก็ขออย่าให้ถึงกับ "เดือดพล่าน" จนต้องมีการเคลื่อนย้ายกำลังทหารเข้าปิดล้อมประเทศพม่าเลย
ทำไมลุงพุฒคิดอย่างนั้น ก็เพราะมีความพยายามที่จะปิดล้อมจีนทางยุทธศาสตร์อยู่ด้วย ซึ่งหากมีการเข้าปิดล้อมประเทศพม่า จีนจะไม่สามารถนิ่งเฉยอยู่ได้ และจะต้องกรีธาทัพเข้าสู่ประเทศพม่า ป้องกันการปิดล้อมจีน โดยอ้างว่าเพื่อเข้าไปรักษาความสงบเรียบร้อยในพม่า และไม่ต้องการให้สหรัฐอเมริกาเคลื่อนย้ายกำลังมาป้วนเปี้ยนในบริเวณนี้
หากเป็นเช่นนั้น ประเทศอินเดียก็คงไม่อาจนิ่งเฉยอยู่ได้ รวมทั้งอังกฤษซึ่งเคยเป็นเจ้าอาณานิคมอยู่ ก็ไม่อาจนิ่งเฉยอยู่ได้เหมือนกัน อาจจะมีการตรึงกำลังเผชิญหน้า อันเนื่องมาจากสถานการณ์ในประเทศพม่ได้ ถ้าถามว่า จะมีโอกาสเป็นไปได้หรือไม่ ที่สันติภาพในโลกนี้จะตกอยู่ในความตึงเครียด ก็ต้องตอบว่า มีโอกาสเหมือนกัน
ลุงพุฒวงกลมสีแดงไว้ที่ดาวพฤหัสบดี (๕) และดาวมฤตยู (๐) แต่ไม่ต้องตกอกตกใจนะครับ เพราะลำพังดวงดาวเพียงเท่านี้ ไม่ทำให้เกิดสถานการณ์วิกฤติที่ขยายตัวไปรุนแรงมากนัก แต่อาจะทำให้สถานการณ์ของโลกเคลื่อนเข้าสู่ความตึงเครียดที่เขม็งเกลียวมากยิ่งขึ้น
อีกทางด้านหนึ่ง ก็ต้องไม่ลืมว่า ในช่วงนี้ไป ต้องระมัดระวังเรื่องของฝนฟ้าที่จะวิปริตแปรปรวน และทำให้เกิดหายนะขึ้นมาได้ ให้ระวังอุทกภัย และวาตะภัยให้มากๆ รวมทั้งผลผลิตและอาหารอาจเกิดความเสียหายและเกิดการอดอยากตามมา และรวมถึงให้ระวังเรื่องโรคภัยไ้ข้เจ็บด้วย
สำหรับท่านที่เคยได้รับเมล์พูดถึงภัยพิบัติของโลก รวมถึงการเกิดสงครามขนาดใหญ่ที่แผ่ขยายไปทั่วโลกนั้น ยังไม่ต้องตกอกตกใจจากสถานการณ์ในช่วงนี้ แต่แนวโน้มที่พอจะเห็นชัดว่า อาจมีมากขึ้นจนสถานการณ์ปริ่มๆที่จะเกิดความขัดแย้งรุนแรงไปทั่วโลกนั้น น่าจะเกิดในราวๆ ปี พ.ศ.2556 และจะเห็นความขัดแย้งชัดเจน รุนแรง ในปี พ.ศ. 2558 ซึ่งดวงดาวบนท้องฟ้า สร้างโครสร้างคล้ายคลึงกับช่วงที่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2
แต่เรื่องราวเหล่านี้ มิใช่ว่าจะต้องเกิดซ้ำอีก หากมนุษย์รู้จักใช้ปัญญา ให้อยู่เหนือความโลภและทิฎฐิของตนเอง ก็สามารถนำพาชีวิตให้ผ่านพ้นวิกฤติไปได้โดยไ่ม่เกิดความเสียหายใหญ่หลวงแต่ประการใด
วันนี้ก็คุยกันแค่นี้ก่อนครับ อย่าวิตกจนเกินเหตุ สวดมนต์ไหว้พระ ทำสมาธิ และหมั่นเจริญสติในชีวิตประจำวันเอาไว้ครับ สวัสดีครับ
ลุงพุฒ
30 ก้นยายน พ.ศ.2550
|